Home

ของแพงเพราะเงินเฟ้อ? : เงินเฟ้อแบบไหนทำเศรษฐกิจพัง
“หมูแพงก็กินไก่สิ” : หมูแพงไม่ได้กระทบแค่ผู้บริโภค
มายาคติส่งพ่อแม่ไปรพ.บ้า = อกตัญญู
วิ่งการกุศล แต่ทำไมคนไม่อินแล้ว?
previous arrow
next arrow

ข่าวล่าสุด ( News )

ของแพงเพราะเงินเฟ้อ? : เงินเฟ้อแบบไหนทำเศรษฐกิจพัง

ในปีพ.ศ.2565 เราเริ่มต้นปีด้วยราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่สด และอื่นๆ จนแฮชแท็ก #แพงทั้งแผ่นดิน พุ่งขึ้นติดเทรนด์ทวิตมาหลายวัน แต่ล่าสุดนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ออกมาตอบคำถามถึงสาเหตุที่ของแพงขึ้นแล้วว่าเป็นเพราะ “เงินเฟ้อ” บางคนอาจจะฟังแล้วงงๆ ว่าไอ้เงินเฟ้อนี่มันดีหรือไม่ดี เพราะโดยนิยามของมันแล้ว คำว่า “เงินเฟ้อ” หมายถึงข้าวของที่แพงขึ้น ซึ่งก็ไม่น่าจะดี แต่ในอีกแง่หนึ่งสภาวะเงินเฟ้อก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว เพราะตามหลักการแล้วเศรษฐกิจที่ดีควรจะมีสภาวะเงินเฟ้ออ่อนๆ เจ้าของกิจการจะได้มีกำไรเยอะขึ้นและนำกำไรในส่วนนั้นไปต่อยอดธุรกิจได้ ซึ่งเศรษฐกิจในภาพรวมก็จะดีขึ้นตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม มันก็มีสภาวะเงินเฟ้ออีกแบบหนึ่งที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังกลัวกันอยู่ นั่นคือสภาวะเศรษฐกิจชะงัก หรือที่เราเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Stagflation” ซึ่งมาจากคำว่า “Stagnation” ที่แปลว่า สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บวกกับคำว่า “Inflation” ที่แปลว่า ภาวะเงินเฟ้อ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ต่อให้เงินเฟ้อ แต่ถ้าอัตราการจ้างงานยังคงสูงอยู่ เศรษฐกิจมันก็จะยังขับเคลื่อนไปได้ แต่สภาวะเศรษฐกิจชะงักนี้คือการคอมโบกันระหว่าง ของแพงขึ้น+คนตกงานมากขึ้น+เศรษฐกิจโดยรวมแย่ลง ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้รัฐบาลจะยิ่งแก้ปัญหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นในจุดนี้ก็ถือว่ารัฐบาลไม่ได้โกหก เพราะเรากำลังประสบกับสภาวะเงินเฟ้ออยู่จริงๆ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องปกติที่เราจะโล่งใจได้ การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

admin

January 12, 2022

“หมูแพงก็กินไก่สิ” : หมูแพงไม่ได้กระทบแค่ผู้บริโภค

เพราะโรคระบาดที่เกิดขึ้นกับหมูในช่วงนี้ ทำให้ราคาเนื้อหมูพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุกิโลละ 200 บาทไปแล้ว และยังคงมีแนวโน้มที่ราคาจะสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ ทำให้หลายคนเริ่มออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรีบจัดการอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ ในขณะที่อีกส่วนนึงมองว่า ราคาวัตถุดิบต่างๆ มันมีขึ้นมีลงเป็นปกติอยู่แล้ว อย่าไปโทษรัฐบาล ให้เริ่มต้นแก้ปัญหาที่ตัวเอง ถ้าเนื้อหมูมันแพงนักก็เปลี่ยนไปกินอย่างอื่นแทนสิ แนวคิดนี้ชวนให้นึกถึงวลีในยุคปฏิวัติฝรั่งเศสว่า “ถ้าไม่มีขนมปังกิน ก็กินเค้กสิ” ซึ่งเป็นประโยคที่หลายคนเชื่อว่าพระนางมารี อ็องตัวแน็ตเป็นคนพูด เพราะความเมินเฉยของคนรวยที่มีต่อความทุกข์ยากของคนจน แต่ในปัจจุบันนี้ก็ได้มีการพิสูจน์ออกมาแล้วว่าพระนางมารี อ็องตัวแน็ตไม่ได้พูด แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนเกลียดชนชั้นสูงเฉยๆ แต่ที่ตลกร้ายที่สุดคือประโยคที่คล้ายคลึงกันนี้ออกมาจากปากคนในประเทศเราจริงๆ แบบไม่ใช่ Fake news ทั้งที่ถ้าหากมองดูแล้วจะเห็นได้ว่า ราคาเนื้อสัตว์ที่แพงขึ้นย่อมกระทบกับคนหมู่มากอยู่แล้ว เพราะมันเป็นอาหารที่กินกันอยู่ทุกวัน ซึ่งจริงอยู่ว่าถ้าหากราคาเนื้อหมูมันแพงนัก ผู้บริโภคก็อาจเลี่ยงไปซื้อเนื้อสัตว์ชนิดอื่นแทนได้ แต่ถ้าเช่นนั้นแล้วคนที่ประกอบการร้านอาหารล่ะ? กำไรที่ได้ย่อมลดลงแน่นอนอยู่แล้ว และถ้าหากผลักภาระไปให้ผู้บริโภคโดยการขึ้นราคาอาหารก็อาจจะทำให้ขายยากขึ้นด้วย ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงเรียกได้ว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เช่นนั้นแล้วจะให้พวกเขาเริ่มต้นที่ตัวเองโดยการเปลี่ยนจากร้านข้าวขาหมูเป็นร้านข้าวมันไก่ในพริบตาอย่างนั้นหรือ? การเริ่มต้นที่ตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นคือควรเริ่มต้นฝึกความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วย เห็นใจพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำบ้าง ไม่ใช่เห็นใจแต่รัฐบาลที่ได้เงินเดือนหลายแสนแต่จัดการปัญหาไม่ได้

admin

January 5, 2022

มายาคติส่งพ่อแม่ไปรพ.บ้า = อกตัญญู

“ให้พ่อแม่ไปอยู่รพ.บ้า บาปกรรมมาก” “แม่รักลูกและหวังดีเสมอ แต่ลูกกลับหาว่าแม่เป็นบ้า!?” นี่เป็นคอมเมนต์ส่วนหนึ่งจากข่าวที่ เสือ เสฏกานต์ ลูกชายของ เสก โลโซ ได้ยื่นขอความคุ้มครองจากศาล ไม่ให้ กานต์ วิภากร แม่ของตนเองเข้าใกล้ในลักษณะคุกคามหรือด่าทอ รวมถึงขอให้แม่ได้เข้ารับการตรวจสภาพจิตด้วย ซึ่งคอมเม้นต์ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทิศทางเห็นด้วย เพราะกานต์มีอารมณ์รุนแรงและเคยโพสภาพตนเองถือปืนลงบนโซเชี่ยลมีเดีย จึงมีความเป็นไปได้ว่าเธออาจจะทำร้ายตัวเองหรือคนรอบข้างได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนนึงที่เห็นว่าไม่เหมาะสมตามคอมเมนต์ที่หยิบยกมาข้างต้น ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงมายาคติที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยว่าการมีปัญหาทางจิต หรือการ “เป็นบ้า” เป็นสิ่งที่เลวร้าย โดยส่วนนึงอาจเกิดจากการสร้างภาพจำของสื่อสมัยก่อนที่ตัวร้ายมักได้รับผลกรรมโดยการกลายเป็นบ้า หรือภาพของผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องมีอาการคลุ้มคลั่ง กรีดร้อง ดูน่ากลัวตลอดเวลา ทำให้หลายคนกลัว “การเป็นบ้า” และ “รพ.บ้า” ทั้งที่จริงแล้วผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้น่ากลัวแบบนั้น และอาการป่วยทางจิตนั้นมีหลายประเภท ทั้งโรคซึมเศร้า โรคแพนิค โรคอารมณ์สองขั้ว ฯลฯ ซึ่งใครๆ ก็สามารถเป็นโรคเหล่านี้ได้เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยทางกาย ดังนั้นถ้าหากพ่อแม่ป่วย ลูกที่ดีก็ควรพาพ่อแม่ไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะได้ทำการรักษาและกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ไม่ใช่อ้าแขนรับเชื้อจากพ่อแม่และกอดคอกันตายไปด้วยกันแล้วจึงจะเรียกได้ว่า “กตัญญู”

admin

December 30, 2021

วิ่งการกุศล แต่ทำไมคนไม่อินแล้ว?

เมื่อ 4 ปีก่อน พี่ตูน บอดี้แสลม ได้ออกมาวิ่งการกุศลเพื่อหาเงินบริจาคช่วย 11 โรงพยาบาล ภายใต้ชื่อโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ซึ่งโครงการนี้ก็มีคนตอบรับอย่างล้นหลาม และในปลายปีนี้พี่ตูนก็ได้กลับมาอีกครั้งกับโครงการ “ก้าวเพื่อน้องปีที่ 2” ที่จะวิ่ง 109 กม. เพื่อขอเงินบริจาคเป็นทุนเรียนต่อให้กับเด็กที่กำลังจะหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวน 109 คน โดยจะเริ่มวิ่งตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ปีพ.ศ.2565 นี้ แต่แทนที่คนจะสนับสนุนเหมือนเมื่อก่อน กลับเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู ทั้งที่พี่ตูนก็วิ่งเหมือนเดิม แต่ทำไมหลายคนกลับไม่อินแล้ว? ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อคนเราบริจาคไป เราไม่ได้ให้เปล่า แต่ “ให้” ด้วยความรู้สึกว่าการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ นี้จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างให้ดีขึ้น เหมือนกับคอนเซ็ปต์โครงการก้าวคนละก้าวที่บอกว่า เงินบริจาคเพียงแค่คนละ 9 บาท เมื่อนำมารวมกันก็สามารถกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้  คอนเซ็ปต์นี้มันเต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ก่อนที่ปีนี้เราจะถูกตบหน้าด้วยความจริงว่า “ต่อให้บริจาคเท่าไหร่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน” เพราะสิ่งที่พังนั้นมันพังตั้งแต่การวางระบบแล้วว่า งบประมาณที่ควรเอามาใช้แก้ไขปัญหานี้มันอยู่ไหน ก่อนหน้านี้เอาไปใช้อะไรหมด ทำไมถึงบริหารได้ไม่เพียงพอ การบริจาคจึงเป็นเหมือนยาชาที่ช่วยให้คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บปวดเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะให้ยาชามากมายเพียงใด คนไข้ก็ไม่มีทางหายจากอาการป่วยอยู่ดี ดังนั้นหลายคนจึงมองว่าควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือเรียกร้องให้มีการจัดการระบบใหม่อย่างเป็นธรรมและตรวจสอบได้ งบประมาณส่วนไหนไม่จำเป็นก็ตัดออก จะได้มีเงินมาโปะส่วนนี้บ้าง แล้วถ้าเราทำได้ […]

admin

December 21, 2021

เลี้ยงไก่ 2 ตัว ต้นทุนเท่าไหร่

ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่ นายกจึงได้โชว์วิสัยทัศน์สุดล้ำ โดยการแนะนำให้คนไทยเลี้ยงไก่บ้านละ 2 ตัว เพื่อรอเก็บไข่กิน หวังลดค่าใช้จ่าย วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลเอาไว้ให้ ว่าถ้าหากอยากเลี้ยงไก่ 2 ตัวต้องเตรียมเงินไว้เท่าไหร่บ้าง ขั้นแรกเลยคือเราต้องมีไก่ ซึ่งไก่แต่ละสายพันธุ์ก็จะมีราคาและอัตราการออกไข่ที่แตกต่างกันออกไป แต่โดยทั่วไปแล้วลูกเจี๊ยบตัวเมียอายุต่ำกว่า 1 สัปดาห์จะมีราคาอยู่ที่ประมาณตัวละ 16 บาท ในขณะที่แม่ไก่สาวที่พร้อมจะวางไข่ (อายุประมาณ 17-18 สัปดาห์) จะมีราคาอยู่ที่ตัวละ 165-185 บาท ถ้าหากเลือกลูกเจี๊ยบมาก็อย่าลืมบวกค่าเสียเวลาและค่าอาหารเผื่อโตเข้าไปด้วย เมื่อมีไก่แล้วก็ต้องมีกรงและตาข่ายกันยุง สำหรับป้องกันงู แมลง และสัตว์อื่นๆ ที่อาจเข้ามาทำร้ายไก่ ราคาโดยรวมแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 350-660 บาท ส่วนอาหารไก่ คุณจะโยนเศษอาหารที่คุณกินเหลือให้ไก่กินหรือให้อาหารสำเร็จรูปจำพวกรำหรือปลายข้าวก็ได้ ซึ่งอาหารไก่สำเร็จรูปจะมีราคาอยู่ที่ก.ก.ละ 15 บาท ในแต่ละวันไก่ 1 ตัวจะกินอาหาร 120ก. และดื่มน้ำสะอาด 0.5 ลิตร ดังนั้นอาหารไก่ 1 ก.ก.สำหรับเลี้ยงไก่ 2 ตัวจะอยู่ได้ประมาณ 4 วัน  สรุปแล้ว ต้นทุนค่าเลี้ยงไก่โดยรวมจะอยู่ที่ราวๆ […]

admin

December 16, 2021

ตีราคาผู้หญิงเป็นสินค้าด้วย “สินสอด”

“เรียกสินสอดเป็นแสน แต่เจียวไข่ไม่เป็นนี่ไม่เอานะ” “ไม่มีสกิล = ฟรี ก็ถูกแล้วป่ะ?” หลายคนคงเคยเห็นโพสทำนองนี้ผ่านตากันมาบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งที่เดิมทีแล้ว “สินสอด” มีไว้เพื่อเป็นค่าน้ำนมที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงอุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้าสาวมา กับอีกเหตุผลนึงคือเป็นหลักประกันว่าเจ้าบ่าวมีฐานะดีพอที่จะเลี้ยงดูเจ้าสาวได้ แต่นั่นเองที่ทำให้ภาระการหาเงินให้เพียงพอต่อค่าสินสอดตกมาอยู่ที่ฝ่ายชาย ถึงขนาดที่บางคนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อให้ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ตนรัก และเมื่อมีฝ่ายหนึ่งต้องจ่าย ฝ่ายนั้นก็ย่อมคิดถึง “ความคุ้มค่า” กับราคาที่ต้องเสียไป ซึ่งส่วนหนึ่งอาจตีราคาผู้หญิงจากสกิลที่ตนเองมองว่าเป็นประโยชน์ เช่น ทำกับข้าวได้ ทำความสะอาดบ้านเป็น โดยอาจมองข้ามสกิลอื่นๆ เช่น ทำงานเก่ง เข้าสังคมเก่ง มีความฉลาดหลักแหลม ฯลฯ เพราะสกิลงานบ้านมันอาจดูจับต้องได้มากกว่า หรือผู้ชายกลุ่มนั้นรู้สึกว่าสกิลงานบ้านมีประโยชน์ต่อชีวิตเขามากกว่า แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ผลลัทธ์ที่ออกมามันก็ใกล้เคียงกันคือ “ทำให้ผู้หญิงถูกตีราคาประหนึ่งสิ่งของ” มันจึงนำไปสู่คำถามว่าแล้วทุกวันนี้สินสอดยังจำเป็นอยู่มั้ย? ถ้าหากผู้หญิงไม่อยากถูกตีราคา งั้นก็ควรยกเลิกระบบสินสอดไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?  คำตอบนี้อาจขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ผู้หญิงสมัยใหม่ที่มั่นใจว่าตนเองมีดีกว่าแค่งานบ้านอาจไม่ต้องการสินสอดก็ได้ ในทางกลับกันผู้หญิงแบบอนุรักษ์นิยมที่ต้องการสินสอดเป็นหลักประกันเองก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแค่คุณต้องตกลงกับคนรักของคุณให้ได้ ถ้าติดปัญหาอย่างไรก็ให้หาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับกรรมอยู่คนเดียว แต่ถ้าจนแล้วจนรอดอีกฝ่ายก็ยังคงยืนยันว่าจะไม่จ่าย เพียงเพราะคุณไม่มีคุณสมบัติคุ้มค่าสินสอด มันก็อาจจะถึงเวลาแล้วที่คุณกับคนรักต้องแยกทางกันไป เพื่อที่เขาจะได้ไปตามหาคนที่ “คุ้มค่าคุ้มราคา” กว่า ในขณะที่คุณเองก็ได้มองหาคนที่จะมองเห็น “คุณค่า” ในตัวคุณด้วยเช่นกัน

admin

December 9, 2021

FinTech

ออกเดตบน Metaverse จะรอดหรือจะร่วง?

ตั้งแต่มีการประกาศสร้างแพลตฟอร์มโลกเสมือนหรือ Metaverse ขึ้นมา หลายแบรนด์ต่างก็ทยอยกันออกมาขานรับเทคโนโลนี้กันอย่างคับคั่ง ไม่เว้นแม้แต่แอปหาคู่ชื่อดังอย่าง Tinder ที่วางแผนจะเปิดประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ โดยไม่เพียงแต่จะช่วยจับคู่ผู้ใช้ที่มีความสนใจตรงกันเท่านั้น แต่ทั้งสองยังสามารถพากันไปเดตตามสถานที่ต่างๆ ในโลก Metaverse ได้ด้วย  ซึ่งในการออกเดตนี้คุณจะต้องมีอวาตาร์เป็นของตัวเองเสียก่อน และทาง Metaverse ก็เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถออกแบบอวาตาร์ของตนเองได้ดั่งใจนึก หรือก็คือคุณสามารถเลือกเพศ หน้าตา สีผิว สีผมได้โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับรูปลักษณ์หน้าตาของคุณในความเป็นจริง  และนี่เองที่อาจเป็นส่วนหนึ่งให้คนเราสามารถมองข้ามรูปลักษณ์ภายนอกและโฟกัสที่ตัวตนของอีกฝ่ายได้มากขึ้น ผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันแนวคิดนี้ก็อาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะบางคนอาจเผลอจินตนาการรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายจากภาพอวาตาร์และเกิดความคาดหวังบางอย่างขึ้นในใจอยู่ดี แล้วพอมาได้เจอตัวจริงและรับรู้ว่าคู่เดตของเรา “ไม่ตรงปก” เราก็อาจจะรู้สึกเฟลอยู่ไม่น้อย  ด้วยเหตุนี้หลายฝ่ายจึงเกิดคำถามว่าการเดตบนโลกเสมือนนี้จะไปรอดหรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบของ Tinder เองด้วยว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร แต่ถึงแม้ว่าไอเดียการเดตกันบน Metaverse จะฟังดูเย็นชาและห่างเหิน ไม่เหมือนกับการได้ออกไปสัมผัสตัวตนของอีกฝ่ายจริงๆ แต่การเดตแบบไม่เห็นหน้านี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะย้อนกลับไปในยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต คนเราก็เคยตกหลุมรักเพื่อนทางจดหมาย มีประกาศหาคู่ทางหนังสือพิมพ์ มีการใช้เว็บไซต์หาคู่ออนไลน์ ก่อนพัฒนามาจนถึงการหาคู่บนแอปอย่าง Tinder  ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการหาคู่แบบไม่เห็นหน้านี้มันไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคุณก็ต้องนัดเจอตัวจริงและใช้วิจารณญาณของตนเองตัดสินเอาเองอยู่ดีว่าคนคนนี้เหมาะที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเราหรือไม่

admin

December 2, 2021

ทำไม Facebook ถึงมองว่า Metaverse จะเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคต

ถึงแม้ว่าแอปพลิเคชั่น Facebook ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้จะยังคงมีหน้าตาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เบื้องหลังนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เห็นได้ชัดก็คือการรีแบรนด์ดิ้งจากชื่อบริษัท Facebook เปลี่ยนเป็น Meta และได้มีการควบรวมเทคโนโลยี VR เข้าไปด้วย เพื่อที่ทางบริษัทจะได้ไม่หยุดอยู่แค่การเป็นแพลตฟอร์มโซเชี่ยลมีเดียเท่านั้น แต่ยังก้าวข้ามขีดกำจัดไปสู่เทคโนโลยีการสื่อสารแห่งอนาคตด้วย แน่นอนว่าเทคโนโลยี VR ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับคนในยุคนี้ เพราะคนเราต่างก็คุ้นเคยกับการเล่นเกม VR มาได้พักใหญ่แล้ว แต่ช่วงโควิดที่ผ่านมาทำให้ผู้คนหันมากักตัวอยู่บ้านกันมากขึ้น จนเกิดเป็นการ “เที่ยวทิพย์” หรือ Virtual Tour ขึ้นมา ซึ่งการเที่ยวทิพย์นี้ก็มีตั้งแต่จ่ายเงินให้ไกด์นำเที่ยวเดินถือกล้องไปในที่ที่เราอยากไปโดยตรง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีภาพเสมือนที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ไปเยือนยังสถานที่ต่างๆ จริง ทว่าไม่เพียงแต่การท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เรื่องคอร์สเรียนออนไลน์ก็เริ่มบูมขึ้นมาด้วยเช่นกัน อย่างเช่น คอร์สเรียนทำอาหารที่ครูจะมาสอนเราผ่านการไลฟ์สด เราจึงสามารถทำอาหารและสอบถามครูเพิ่มเติมได้เดี๋ยวนั้น หรือบางคอร์สก็อาจมีการไลฟ์นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกับครูต่างชาติหลังทำเสร็จประหนึ่งว่าเราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนคนหนึ่งเลยก็ได้ นั่นเองที่ทำให้ Facebook เล็งเห็นว่าเทคโนโลยี VR สามารถเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราได้มากขึ้น ซึ่งถ้าหากโปรเจกต์ Metaverse ได้ผล ในอนาคตเราจะไม่ได้ทำแค่เพียงจ้องมองจอมือถืออีกต่อไป แต่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในโลกเสมือนจริงได้ เพื่อประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีกว่า  นอกจากด้านการท่องเที่ยว ความบันเทิง และการเรียนรู้ออนไลน์แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังสามารถประยุกต์เข้ากับวงการอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง เช่น การเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ที่เราไม่เพียงแต่เห็นภาพถ่ายของสินค้าเท่านั้น แต่ยังสามารถหยิบจับหรือทดลองใช้ผ่านโลกเสมือนจริงได้โดยไม่ต้องไปถึงหน้าร้าน การบังคับหุ่นยนต์ปฏิบัติงานหรือหุ่นยนต์ผ่าตัดในระยะไกล […]

admin

November 8, 2021

ทำไม ”ไฟล์ดิจิทัล” ที่ใครก็ก็อปได้ถึงสร้างเงินได้เป็นล้าน

“NFT” เป็นคำที่ถูกพูดถึงในนักลงทุนรุ่นใหม่เป็นวงกว้าง เพราะ Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ได้ประกาศขายทวีตแรกของเขา “ในรูปแบบ NFT” โดยสามารถปิดราคาที่ 2.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 90 ล้านบาท!! สิ่งนี้เองทำให้ NFT กลายเป็นที่รู้จักภายในค่ำคืน NFT หรือ “Non-Fungible Token” คือ รูปแบบการรับรองทางดิจิทัล เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล พูดง่ายๆ คือการซื้อขายงานศิลปะ บทเพลง และอื่นๆ มาซื้อขายบน “โลก Blockchain” แบบไม่ต้องมีตัวกลาง ไม่สามารถทำซ้ำหรือคัดลอกได้ โดยมีผู้ถือครองเป็นเจ้าของทรัพย์สินดิจิตอลแค่คนเดียว ต่อให้ใครจะก็อปปี้ไฟล์นั้น ก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครองหรือขายต่อให้ใครได้ เพราะกรรมสิทธิ์นั้นตกเป็นของผู้ที่ซื้อมันเท่านั้น มันเลยเกิดเป็น NFT Art เป็นงานศิลปะต่างๆ ซึ่งถูกเรียกว่า “Crypto Arts” ซึ่งในต่างประเทศก็เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะแวดวงงานศิลปะ เกม หรือการลงทุน เราสามารถซื้องานศิลปะชิ้นหนึ่ง แล้วเอาไปลงทุนขายต่อ อัพราคาขึ้นได้ ก็เป็นการลงทุนแบบหนึ่ง หรือในวงการเกมเองก็ใช้ช่องทางนี้ […]

admin

July 15, 2021

เธอมาหลอกให้ “Rug” แล้วเธอก็ “Pull” การโกงในรูปแบบที่เหมือนให้ บน DeFi

Rug Pull คือ กลวิธีการโกงรูปแบบหนึ่งที่พบได้มากบนระบบ DeFi (Decentralize Finance)โดยหลอกให้นักลงทุนเอาเงินมาลงทุนไว้ในแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งกลวิธีของมันคือสร้างโครงการให้นักลงทุนเอาเหรียญมาฟาร์มหรือมาลงทุน หลังจากนั้นก็นำเหรียญทั้งหมดที่มีหนีหายไป พร้อมกับปิดเว็บไซต์หนี และตรวจสอบหรือติดตามไม่ได้ว่าสุดท้ายเงินที่หายไปนั้นไปอยู่ในกระเป๋าใคร โดยเคสที่ดังๆ ซึ่งเคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็คือ DeFi100 ที่โกงนักลงทุนกว่า 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท แถมคนที่สร้างโครงการนี้ก็ได้เย้ยนักลงทุนว่า “พวกเราโกงคุณ พวกคุณทำอะไรไม่ได้หรอก” และการโกงกันในวงการ DeFi เป็นสิ่งที่พบกันบ่อยมากในช่วงปีที่ผ่านมา เพราะว่าการเติบโตของมันสูงมาก ด้วยการที่ DeFi มันให้อิสระ เปิดรับผู้ใช้งานทุกคนและไม่มีการตรวจสอบ ทำให้เหล่าแฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางเข้ามาหาเงินได้ง่าย ดังนั้นแล้วแล้วเราควรต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานทั้งหมด เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการ Rug Pull กับตัวเรา โดยอย่างแรกที่เราต้องดูเลยคือ หน้าตาแพลตฟอร์ม น่าเชื่อถือไหม หลายๆ แพลตฟอร์มที่โกงส่วนใหญ่ มักจะไปก๊อปโค้ดของแพลตฟอร์มใหญ่ๆ มาเป็นของตัวเอง มันก็แสดงให้เห็นว่าผู้สร้างไม่ได้ตั้งใจที่จะอยากสร้างมันจริงๆ ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะถูกโกงได้ อย่างที่สองที่เราควรดูคือ คอมมิวนิตี้ (Community) ของเว็บไซต์นั้น ถ้าผู้สร้างตั้งใจทำจริง โซเชียลมีเดีย ของเว็บไซต์นั้นๆ ต้องมีการอัพเดทตลอด เช่น Twitter […]

admin

July 8, 2021

Lifestyle

ผลวิจัยชี้ เป็นติ่งแล้วมีความสุขกว่าคนทั่วไป

ถึงแม้คำว่า “ติ่ง” หรือ “โอตาคุ” จะเป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่ชื่นชอบอะไรบางอย่างมากๆ ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง ไอดอล การ์ตูน เกม ฯลฯ แต่บางครั้งมันก็มาพร้อมกับความหมายในแง่ลบ เนื่องจากคนส่วนหนึ่งยังคงมองว่าติ่งหรือโอตาคุเป็นพวกน่ารำคาญ แปลกประหลาด หรือเข้าสังคมไม่ได้  แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยโซเชียลมีเดียแบบนี้ การหาเพื่อนที่มีความชอบตรงกันนั้นง่ายมาก เพราะฉะนั้นติ่งหรือโอตาคุจึงไม่ใช่พวกไม่เข้าสังคม เพียงแต่เขา “เลือก” ว่าเขาอยากจะอยู่กับสังคมแบบไหนต่างหาก นอกจากนี้ จากงานวิจัยของศาสตราจารย์ Park Hyun-ju มหาวิทยาลัยพยาบาล Kangwon National University ยังพบว่ากลุ่มคนที่เป็นติ่งนั้นมีความสุขมากกว่าคนทั่วไปเสียอีก โดยในการศึกษานี้ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักศึกษารวมทั้งสิ้น 236 คน ก่อนจะนำมาแยกด้วยแบบสอบถามว่าใครเป็นติ่งบ้าง  ผลที่ได้พบว่าคนส่วนใหญ่ 165 คนเป็นเพียงคนที่ชื่นชอบการ์ตูน เกม หรือศิลปินเฉยๆ มีเพียงแค่ 71 คนเท่านั้นที่เป็นติ่งแบบเหนียวแน่นถึงขั้นยอมทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตนเองรักแบบสุดตัว ถึงแม้กลุ่มติ่งนี้จะดูเหมือนเป็นคนที่จ่ายเงินแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มติ่งเหล่านี้มีค่าความสุขมากกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยยะสำคัญ นั่นคือตามปกติแล้วคนทั่วไปจะมีค่าความสุขอยู่ที่ 40.21 แต่ติ่งจะมีความสุขอยู่ที่ระดับ 43.17  แม้ว่าตัวเลขจะต่างกันไม่มาก แต่มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่ากิจกรรมติ่งทั้งหลายช่วยให้พวกเขามีสุขภาพจิตดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง จะเรียกว่าติ่งใช้เงินเพื่อซื้อความสุขของตนเองก็ย่อมได้ แต่มันต่างอะไรกับคนทั่วไปที่เอาเงินไปท่องเที่ยว กินอาหารมื้อหรู หรือจัดงารปาร์ตี้กับเพื่อนๆ เพราะท้ายที่สุดแล้วเราทุกคนก็เอาเงินไปซื้อความสุขเหมือนกันไม่ใช่หรือ?

“เบียร์ไร้แอลกอฮอล์” การสังสรรค์แบบใหม่ในยุคโควิด

ในช่วงโควิดที่ผ่านมานี้ได้มีการประกาศห้ามจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานบันเทิงต่างๆ ด้วยมองว่าผู้บริโภคอาจจะเมาจนขาดสติและเผลอแพร่เชื้อออกไปโดยไม่รู้ตัว แต่จริงๆ การดื่มเบียร์ในสถานบันเทิงก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเมาเสมอไป เพราะทุกวันนี้เรามีนวัตกรรมที่เรียกว่า “เบียร์ไร้แอลกอฮอล์” หรือ “เบียร์ 0%” แล้ว เบียร์ 0% นี้เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มมอลต์แบบปราศจากแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่สกัดเอาแอลกอฮอล์ออก ดังนั้นมันจึงมีข้อดีเหมือนกับเบียร์ทั่วไปทุกประการ นั่นคือมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น โพแทสเซียม กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก และสังกะสี ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ฟื้นฟูร่างกาย ลดความเครียดและความวิตกกังวล อีกทั้งยังช่วยให้นอนหลับดีขึ้นอีกด้วย เพียงแต่ดื่มเข้าไปแล้วไม่เมาเหมือนเบียร์ทั่วไปเท่านั้น  นอกจากนี้ จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าเบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์ยังมีแคลอรีต่ำกว่าเบียร์ทั่วไป โดยเบียร์ที่มีความแรง 5% 1 กระป๋อง บรรจุ 500มล. จะให้พลังงานอยู่ที่ 239 แคลอรี ในขณะที่เบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์ 1 กระป๋อง 330 มล. จะให้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 50 แคลอรีเท่านั้น ดังนั้นจึงเรียกได้ว่าเบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์เป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่อยากนัดสังสรรค์ในยุคโควิดอย่างแท้จริง เพราะอย่างไรเสียเบียร์ชนิดนี้ก็ไม่ทำให้ใครเมาอยู่แล้ว ความเสี่ยงของมันจึงไม่ต่างอะไรจากการไปนั่งกินข้าวตามร้านอาหารทั่วไปที่รัฐบาลอนุมัติให้นั่งได้แล้วเลย  บทความนี้สนับสนุนโดยร้าน “บ้านเพื่อน” ถ้าหากใครสนใจอยากไปนั่งรับประทานอาหารเคล้าเสียงดนตรีสด ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก “บ้านเพื่อน ตราด” (@banpuentrat) […]

เพราะรักถึงรุกล้ำ? : ความรักของพ่อแม่กับความเป็นส่วนตัวของลูก

เพราะความเชื่อแบบไทยๆ ว่า “ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รักลูก” ประกอบกับความเชื่อที่ว่า “พ่อแม่เป็นเจ้าชีวิตลูก” เนื่องจากพ่อแม่เป็นผู้ให้กำเนิดลูกออกมา พ่อแม่จึงมีสิทธิ์เด็ดขาดที่จะทำอะไรกับลูกก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นอ่านไดอารี่ของลูกหรือแม้กระทั่งแอบเข้าโซเชียลมีเดียของลูก เพื่อดูว่าลูกแชทคุยอะไรกับเพื่อนบ้าง ซึ่งทั้งหมดนี้พ่อแม่ก็ทำไปเพราะ “รักและเป็นห่วง” กลัวลูกจะหลงระเริงไปในทางที่ผิด แต่สำหรับลูกแล้ว การโดนจับตามองนั้นไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นห่วง แต่เป็น “ความไม่เชื่อใจ” เพราะไม่ว่าเขาจะพูดหรือทำอะไรก็ดูเหมือนจะโดนพ่อแม่ควบคุมไปเสียหมด ลูกจึงไม่สามารถเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ และรู้สึกหวาดระแวงจนยิ่งตีตัวออกห่างจากพ่อแม่ยิ่งกว่าเดิม ซึ่งการปฏิเสธจากลูกนั้นนับว่าเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดใจที่สุดสำหรับพ่อแม่ แต่ทางออกของปัญหานี้ก็ไม่ใช่การด่าทอลูกว่าอกตัญญูหรือกดหัวอีกฝ่ายให้ยอมศิโรราบแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นการตกลงและเคารพซึ่งกันและกัน โดยจากบทสัมภาษณ์ของ ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ เผยว่า พ่อแม่ควรมีพื้นที่ส่วนตัวให้ลูก เช่น ในห้องนอนหรือมุมทำกิจกรรม แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีกติกาที่ตกลงร่วมกัน เช่น ห้ามใช้โซเชียลมีเดียในทางที่ผิด ไม่เช่นนั้นจะมีบทลงโทษ ซึ่งพ่อแม่ก็สามารถว่ากล่าวตักเตือนลูกได้ แต่ไม่มีสิทธิ์บุกรุกเข้าไปรื้อค้น หยิบจับ หรือเคลื่อนย้ายสิ่งของในห้องลูกถ้าหากไม่มีเหตุจำเป็นหรือได้รับอนุญาต ทั้งนี้ก็เพื่อให้ลูกรู้ว่าพ่อแม่ไว้ใจพวกเขา แต่ในขณะเดียวกันพ่อแม่ก็พร้อมที่จะช่วยเหลือและอยู่เคียงข้างเขา ถ้าหากเขาทำผิดพลาด ลูกจะได้รู้สึกถึงความอบอุ่นและปลอดภัย ไม่ใช่ความอึดอัดจากการใช้ความรักมารัดคอลูกจนหายใจไม่ออกอย่างเช่นที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ 

วิตกจริตกลัวคนอื่นมองตัวเองไม่ดี

“วันนี้ไม่ได้แต่งหน้ามา คนอื่นต้องนินทาว่าเราโทรมแน่ๆ” “ผู้หญิงคนเมื่อกี้หันมามองทางเราด้วย เขาต้องแอบหัวเราะเยาะเราที่แต่งตัวเชยแน่เลย” นี่อาจฟังดูเป็นความคิดปกติทั่วไปของคนที่ไม่มั่นใจในตัวเอง เลยกลัวว่าคนอื่นจะตัดสินเราอยู่ตลอดเวลา แต่จริงๆ แล้วความคิดเหล่านี้เป็นอาการนึงที่เรียกว่า Spotlight Effect หรือก็คืออาการหลงผิดคิดว่าคนอื่นกำลังจ้องมองตัวเราเองอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับการโดนผลักให้ขึ้นไปยืนบนเวทีที่มีแสงสปอตไลท์ส่อง ซึ่งสาเหตุของอาการนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากการโฟกัสที่ตัวเองมากเกินไป ทำให้เกิดอาการประหม่าเวลาพบเจอผู้อื่น ประกอบกับการที่ไม่สามารถแยกแยะมุมมองของตนเองกับผู้อื่นได้ จึงคิดว่าคนอื่นกำลังเยาะเย้ยเขาอยู่เหมือนกับที่เขาดูถูกตนเอง ทั้งที่จริงแล้วคนอื่นอาจไม่ได้คิดอย่างนั้นก็ได้ อาการนี้หากเป็นหนักขึ้นจะทำให้ผู้ป่วยเริ่มหวาดกลัวการเข้าสังคม เพราะกลัวสายตาของคนอื่นที่จับจ้องมาที่ตนเอง ซึ่งวิธีรักษาเบื้องต้นคือผู้ป่วยต้องตระหนักรู้ก่อนว่าตนเองมีอาการ Spotlight effect และเปิดใจยอมรับว่าในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครจับตามองดูเราขนาดนั้น เมื่อทำใจยอมรับได้แล้ว ผู้ป่วยจะรู้สึกวิตกกังวลน้อยลง แต่ในรายที่มีอาการวิตกกังวลอย่างหนักอาจต้องได้รับยาควบคู่ไปกับการบำบัด เนื่องจากอาการนี้อาจส่งผลกระทบต่อสมองทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้ ซึ่งการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหวาดระแวงน้อยลง ในขณะที่การบำบัดจะทำให้ผู้ป่วยมีความมั่นใจมากขึ้น กังวลเรื่องสายตาของคนอื่นน้อยลง จนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้ในที่สุด

ยอดนิยม

Sorry. No data so far.