Home

ขับรถแบบไหน? เป็นสัญญาณเตือนโรคอัลไซเมอร์
ยิ่งกว่า Burn out! ภาวะว่างเปล่าที่เหมือนอยู่แต่กาย แต่จิตใจตายไปแล้ว
นโยบายกระตุ้นการมีลูกแต่ละประเทศ มีอะไรบ้าง?
“แบ๊ว” ไม่ได้แปลว่า “ปลอม” : ทำไมคนถึงเกลียดผู้หญิงแอ๊บแบ๊ว
previous arrow
next arrow

ข่าวล่าสุด ( News )

ยิ่งกว่า Burn out! ภาวะว่างเปล่าที่เหมือนอยู่แต่กาย แต่จิตใจตายไปแล้ว

ยิ่งกว่า Burn out! ภาวะว่างเปล่าที่เหมือนอยู่แต่กาย แต่จิตใจตายไปแล้ว ช่วงโควิดที่ผ่านมานี้ เราคงจะเคยได้ยินคำว่าอาการหมดไฟ (Burn out) กันอยู่บ่อยๆ เพราะความเครียดที่สะสมจากการทำงาน แต่อาการ Burn out สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนบรรยากาศ ออกไปพักกายพักใจให้หายเหนื่อย แต่นอกจากอาการ Burn out แล้ว โควิดยังนำพาอีกอาการหนึ่งที่หนักกว่าการ Burn out มาให้ใครหลายคนด้วย! อาการนี้เรียกว่า “languishing” หรือก็คือความรู้สึกว่างเปล่า เฉยชา ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งนั้น ซึ่งมันอาจฟังดูคล้ายอาการ Burn out แต่หนักกว่าตรงที่อาการนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะแต่เรื่องงานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ในชีวิต เช่น ต่อให้มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นเราหรือคนใกล้ตัว หรือมีเรื่องที่น่ายินดีเกิดขึ้น เราก็จะไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับมัน เหมือนเจ็บปวดแต่ก็เหนื่อยที่จะรู้สึก รวมไปถึงการสูญเสียเป้าหมายในชีวิต ไม่มีอะไรให้ตั้งตาคอย แค่มีชีวิตอยู่เพื่อให้ผ่านไปวันๆ ด้วย อาการ languishing นี้ยังไม่ถูกบรรจุเป็นอาการทางจิตโดยตรง แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ทำให้ร่างกายเราปฏิเสธที่จะรับรู้ ซึ่งดร. Martin Seligman นักจิตวิทยาผู้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับอารมณ์เชิงบวก ก็ได้แนะนำวิธีฟื้นตัวจากอาการ languishing […]

admin

February 21, 2022

นโยบายกระตุ้นการมีลูกแต่ละประเทศ มีอะไรบ้าง?

วันวาเลนไทด์ที่ผ่านมานี้ หลายคนคงได้ไปซื้อของขวัญหรือพาคนรักออกไปเดท แต่เมื่อพูดถึงแพลนในอนาคตที่ต้องแต่งงานมีลูกกันแล้ว หลายคนอาจจะส่ายหน้า ไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่งงาน แต่เพราะไม่อยากมีลูก!  ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่มีลูกกันน้อยลงมีให้เห็นได้ในหลายประเทศ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในอนาคต ทางรัฐบาลเลยต้องพยายามคิดค้นนโยบายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกขึ้นมา  อย่างเช่นในประเทศเกาหลีใต้ก็เคยออกนโยบายแปลกๆ ที่กำหนดให้ทุกบริษัทเลิกงานตอน 1 ทุ่มครึ่ง ในวันพุธที่ 3 ของทุกเดือน เพราะทางรัฐเชื่อว่าถ้าคนทำงานน้อยลง กลับบ้านให้เร็วขึ้น ก็จะมีแรงและเวลาเหลือพอที่จะผลิตลูก ทว่าผลลัทธ์ที่ได้กลับยังดูไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เกาหลีใต้เลยยังคงต้องพยายามผลักดันนโยบายใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ โดยล่าสุดก็มีการเปิดเผยว่าจะให้เงินสนับสนุนรายเดือนจำนวน 300,000 วอน (ประมาณ 8,205 บาท) ต่อเด็กทารก 1 คน ตั้งแต่แรกคลอด และจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 วอน (13,676 บาท) ภายในปีค.ศ. 2025 ส่วนทางประเทศญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่ามีปัญหาขาดแคลนประชากรอยู่เรื่อยๆ เมื่อปีค.ศ.2015 อัตราการเกิดกลับเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย เพราะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการบริหารส่วนท้องถิ่นด้วย อย่างนโยบายให้เงินช่วยเหลือพ่อแม่ที่อาศัยอยู่ในโตเกียวจำนวน 1,700 ดอลลาร์ (55,433 บาท) ต่อการเกิดของเด็ก 1 คน แล้วถ้าหากเป็นลูกคนแรกก็จะได้เพิ่มอีก […]

admin

February 15, 2022

“แบ๊ว” ไม่ได้แปลว่า “ปลอม” : ทำไมคนถึงเกลียดผู้หญิงแอ๊บแบ๊ว

ถ้าหากผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ตัวเล็ก ใส่ชุดเดรสหวานๆ ล้มต่อหน้าผู้ชาย พร้อมส่งเสียงร้องโอ๊ยออกมาแบ๊วๆ สิ่งแรกที่หลายคนคิดโดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกันเอง (แต่ไม่ใช่ *ทุกคน* ที่คิดแบบนี้) มักจะเป็น “ปลอมว่ะ” “อินี่แรดเงียบ” “อยากได้ผู้ชายแน่ๆ” แต่ถ้าหากกลับกันคนที่ล้มเป็นผู้หญิงที่ไม่ตรงกับ Beauty standard ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ล้มต่อหน้าผู้ชายบ้าง คนส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกต่อต้านขนาดนั้น สิ่งนี้เรียกว่า “Internalized Misogyny” หรือก็คือการกดทับเพศหญิง “โดยผู้หญิงด้วยกันเอง”  สาเหตุหนึ่งเกิดจากแนวคิดปิตาธิปไตยที่มีเพศชายเป็นศูนย์กลาง การมีอยู่ของผู้หญิงจึงเป็นไปเพื่อสนองความพึงพอใจของผู้ชายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อมีผู้หญิงคนนึงทำตัวโดดเด่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวเซ็กซี่ แต่งตัวน่ารัก หรือทำตัวแบ๊วๆ สังคมก็มักจะผูกโยงเข้ากับผู้ชายทันทีว่า “ทำแบบนี้พยายามอ่อยล่ะสิ” ทั้งที่จริงแล้วมันอาจจะเป็นแค่สไตล์หรืออุปนิสัยของผู้หญิงคนนั้นก็ได้ ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากการพยายามปลดแอคแบบผิดๆ ของผู้หญิงที่โดนกดทับด้วยสังคมปิตาธิปไตย เพราะสังคมแบบนี้มักคาดหวังให้ผู้หญิงทำตัวเรียบร้อยน่ารัก ผู้หญิงที่พยายามดิ้นรนออกจากสังคมปิตาธิปไตยจึงมีแนวโน้มที่จะพยายามทำตัวให้แตกต่างว่า “ฉันไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไปนะ” (I’m not like other girls) โดยการทำตัวห้าวๆ ลุยๆ ไม่พึ่งพาผู้ชาย แต่งตัวทะมัดทะแมงหรือเฟียร์สไปเลย  ซึ่งการกระทำดังกล่าวมันก็ไม่ผิด แต่หลายครั้งที่ความพยายามนี้มักเผลอไปกดทับผู้หญิงด้วยกันเองโดยไม่รู้ตัว เช่น การตัดสินว่าผู้หญิงที่ทำตัวแบ๊วว่าโง่ อ่อนแอ พึ่งพาแต่ผู้ชาย หรือหนักกว่านั้นคือการทำตัวหยาบคายแล้วบอกว่ามันคือ […]

admin

February 8, 2022

คนตระกูลเดียวกัน แต่ทำไมเราไม่เท่ากัน

วันตรุษจีนผ่านไปแล้ว หลายคนคงได้มีโอกาสกลับไปรวมญาติ ดื่มกินสังสรรค์ เคารพบรรพบุรุษ …รวมถึงได้กลับไปเจอความไม่เท่าเทียมกันในสังคมแบบจีนๆ ด้วย ถึงแม้ว่าในยุคนี้ความไม่เท่าเทียมกันอาจจะเบาบางลงแล้ว แต่ในบางบ้านก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ เช่น การสปอยลูกชายให้ได้กินของดีกว่า ได้อั่งเปามากกว่า ถูกตามใจมากกว่า การกดขี่สะใภ้ที่แต่งเข้ามาในบ้านราวกับเป็นคนรับใช้ หรือการดูแลหลานในดีกว่าหลานนอก เป็นต้น ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันนี้ หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า มันเกิดจากความเชื่อที่ว่า “ลูกชายใช้สืบสกุล ส่วนลูกสาวต้องแต่งออกจากบ้านไปเป็นของคนอื่น” คนจีนเลยให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว หลานในดีกว่าหลานนอก และมองสะใภ้แต่งเข้าเป็นแค่คนรับใช้ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่าความไม่เท่าเทียมทางเพศนี้มีที่มาที่ไปจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่ 1.แนวคิดของขงจื๊อ แนวคิดนี้เชื่อว่าถ้าทุกคนเป็นคนดี บ้านเมืองก็จะสงบสุข ดังนั้นจึงมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนไว้ชัดเจน เช่น ลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ สามีต้องเป็นผู้นำ ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี ฯลฯ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้น 2.นโยบายลูกคนเดียว ในช่วงประมาณปีค.ศ.1949-1976 คนจีนนิยมมีลูกเยอะๆ เพื่อที่ลูกชายจะได้ออกไปทำงาน เพราะค่าแรงของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง ส่วนลูกสาวก็ให้แต่งออกและเก็บสินสอด อีกทั้งยิ่งมีลูกเยอะเท่าไหร่ วงศ์ตระกูลก็จะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้ทำให้เกิดปัญหาประชากรล้นประเทศ ทางรัฐบาลเลยต้องออกนโยบายลูกคนเดียวขึ้นมา และเมื่อสามารถเลือกมีลูกได้แค่คนเดียว ส่วนใหญ่เลยอยากมีลูกชายมากกว่า เพราะทำกำไรได้มากกว่าในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ระบบการศึกษา เศรษฐกิจ และค่านิยมอื่นร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากตระกูลไหนยังยึดถือความเป็นพวงพ้องและอยากให้คนในตระกูลรักกันมากๆ อยู่ […]

admin

February 1, 2022

น้ำมันดิบรั่วลงทะเล อันตรายต่อสุขภาพยังไง

เมื่อวานนี้มีข่าวน้ำมันดิบจำนวนมากถึง 4 แสนลิตร รั่วกลางทะเลมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งกรมควบคุมมลพิษคาดการณ์ว่าน้ำมันดิบดังกล่าวน่าจะกำลังกระจายไปยังหาดแม่รำพึง นักท่องเที่ยวและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำและอยู่ให้ห่างจากจุดเกิดเหตุให้มากที่สุด เพราะน้ำมันดิบที่รั่วลงทะเลนั้น ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราเองด้วย โดยถ้าหากสูดดมกลิ่นของน้ำมันดิบเข้าไป สารเคมีก็จะเข้าไปในปอด ทำให้ปอดอักเสบหรือเกิดโรคระบบทางเดินหายใจตามมา และถ้าหากไปสัมผัสกับน้ำมันดิบเข้า ผิวหนังในบริเวณนั้นก็จะเกิดอาการระคายเคือง มีผื่นขึ้น รู้สึกคันหรือแสบร้อน ซึ่งถ้าหากเป็นแผลเปิด บาดแผลก็อาจจะติดเชื้อ หรือสารเคมีซึมเข้าสู่ผิว ทำให้เกิดเป็นมะเร็งผิวหนังได้ เมื่อร่างกายดูดซึมสารเคมีเข้าไปมากๆ สารพิษก็จะลงไปสะสมที่ไต ทำให้ไตเสื่อมหรือเกิดอาการไตวายตามมา ซึ่งนอกจากสารพิษนี้จะสามารถส่งผลกระทบต่อไตได้แล้ว มันยังสามารถสร้างความเสียหายให้กับระบบประสาทอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น ทำให้เกิดอาการปวดหัว มึนหัว สายตาพร่ามัว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้าหากปล่อยไว้นานๆ สารพิษนี้จะทำให้ระบบประสาทส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวเสียหาย ผู้ป่วยจะเริ่มสูญเสียการทรงตัว จนไม่สามารถยืนหรือเดินได้  แล้วถึงแม้ว่าองค์กรต่างๆ จะร่วมมือกันกำจัดน้ำมันดิบส่วนใหญ่ออกไปแล้ว มันก็ยังมีโอกาสที่คราบน้ำมันดิบจะยังคงหลงเหลืออยู่ในทะเลหรือบนชายหาด ดังนั้นตอนไปทะเลทุกครั้ง เราควรสังเกตให้ดีว่าบนชายหาดมีคราบเหนียวสีดำคล้ายกับยางมะตอยอยู่หรือไม่ และบนผิวน้ำมีคราบน้ำมันสะท้อนแสงเป็นสีรุ้งอยู่หรือเปล่า ถ้าหากมี ให้พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัส อย่าให้คราบน้ำมันเข้าตา ปาก หรือจมูก และถ้าหากเผลอสัมผัสไปแล้ว ให้รีบอาบน้ำล้างตัวให้สะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกาย ขอให้ทุกคนจะปลอดภัยจากเหตุน้ำมันรั่วครั้งนี้นะคะ

admin

January 26, 2022

จะทำอย่างไร ถ้าโดน “สุดยอดนายจ้าง” กดขี่?

ก่อนหน้านี้มีโพสข่าวร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งได้รับรางวัลสุดยอดนายจ้างแห่งปี ซึ่งโพสนี้ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันมากถึง 5 พันคอมเมนต์ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคอมเมนต์ชื่นชมแต่อย่างใด ทว่ากลับเป็นคอมเมนต์ของอดีตพนักงานที่ออกมาพูดถึงการทำงานที่หนักและความไม่ยุติธรรมของนายจ้าง วันนี้เราเลยรวบรวมข้อมูลมาให้ว่าถ้าหากคุณกำลังโดนนายจ้างปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม มันจะมีวิธีแก้อย่างไรบ้าง โดยทั่วไปแล้ว พรบ.คุ้มครองแรงงานจะระบุโทษในกรณีต่างๆ เอาไว้เบื้องต้น เช่น กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าล่วงเวลา จะมีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1 แสนบาท กรณีนายจ้างไม่ยอมให้ลูกจ้างพักกินข้าว (ตามปกติแล้วต้องให้เวลาพักเที่ยงอย่างน้อย 1 ชั่วโมง) จะมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือกรณีที่ลูกจ้างมาทำงานสายแล้วโดนหักเงินเดือนเกินจริง เช่น มาสาย 1 นาที แต่โดนหักไป 1 ชั่วโมง ก็สามารถฟ้องกรมแรงงานได้ ทั้งนี้ก็มีกรณีอื่นๆ ที่มีรายละเอียดลึกลงไปทำให้ไม่ได้ระบุไว้ในพรบ. เช่น นายจ้างบังคับให้ไปส่งของแต่ไม่ให้เบิกค่าน้ำมัน ในกรณีนี้ถ้าหากในสัญญาจ้างไม่ได้ระบุไว้ว่าสามารถเบิกค่าน้ำมันได้ นายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องจ่าย แต่ลูกจ้างสามารถฟ้องในข้อหาสัญญาจ้างไม่เป็นธรรมแทนได้  ส่วนในกรณีที่นายใช้งานหนักเกินกว่าที่ระบุไว้ในขอบเขตของงาน (Job description) หรือบังคับให้ลูกจ้างซื้อสินค้าที่เหลือเพื่อทำยอด ลูกจ้างก็สามารถฟ้องนายจ้างในข้อหาข่มเหง รังแกได้เช่นกัน โดยจะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท แต่ถ้าเป็นการรังแกต่อหน้าสาธารณชนหรือมีการล่วงละเมิดทางเพศร่วมด้วย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน […]

admin

January 19, 2022

FinTech

ออกเดตบน Metaverse จะรอดหรือจะร่วง?

ตั้งแต่มีการประกาศสร้างแพลตฟอร์มโลกเสมือนหรือ Metaverse ขึ้นมา หลายแบรนด์ต่างก็ทยอยกันออกมาขานรับเทคโนโลนี้กันอย่างคับคั่ง ไม่เว้นแม้แต่แอปหาคู่ชื่อดังอย่าง Tinder ที่วางแผนจะเปิดประสบการณ์ให้กับผู้ใช้ โดยไม่เพียงแต่จะช่วยจับคู่ผู้ใช้ที่มีความสนใจตรงกันเท่านั้น แต่ทั้งสองยังสามารถพากันไปเดตตามสถานที่ต่างๆ ในโลก Metaverse ได้ด้วย  ซึ่งในการออกเดตนี้คุณจะต้องมีอวาตาร์เป็นของตัวเองเสียก่อน และทาง Metaverse ก็เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถออกแบบอวาตาร์ของตนเองได้ดั่งใจนึก หรือก็คือคุณสามารถเลือกเพศ หน้าตา สีผิว สีผมได้โดยไม่จำเป็นต้องอิงกับรูปลักษณ์หน้าตาของคุณในความเป็นจริง  และนี่เองที่อาจเป็นส่วนหนึ่งให้คนเราสามารถมองข้ามรูปลักษณ์ภายนอกและโฟกัสที่ตัวตนของอีกฝ่ายได้มากขึ้น ผ่านการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการทำกิจกรรมต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันแนวคิดนี้ก็อาจกลายเป็นดาบสองคม เพราะบางคนอาจเผลอจินตนาการรูปร่างหน้าตาของอีกฝ่ายจากภาพอวาตาร์และเกิดความคาดหวังบางอย่างขึ้นในใจอยู่ดี แล้วพอมาได้เจอตัวจริงและรับรู้ว่าคู่เดตของเรา “ไม่ตรงปก” เราก็อาจจะรู้สึกเฟลอยู่ไม่น้อย  ด้วยเหตุนี้หลายฝ่ายจึงเกิดคำถามว่าการเดตบนโลกเสมือนนี้จะไปรอดหรือไม่ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการออกแบบของ Tinder เองด้วยว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร แต่ถึงแม้ว่าไอเดียการเดตกันบน Metaverse จะฟังดูเย็นชาและห่างเหิน ไม่เหมือนกับการได้ออกไปสัมผัสตัวตนของอีกฝ่ายจริงๆ แต่การเดตแบบไม่เห็นหน้านี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะย้อนกลับไปในยุคที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต คนเราก็เคยตกหลุมรักเพื่อนทางจดหมาย มีประกาศหาคู่ทางหนังสือพิมพ์ มีการใช้เว็บไซต์หาคู่ออนไลน์ ก่อนพัฒนามาจนถึงการหาคู่บนแอปอย่าง Tinder  ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่าการหาคู่แบบไม่เห็นหน้านี้มันไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบไปเท่านั้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้วคุณก็ต้องนัดเจอตัวจริงและใช้วิจารณญาณของตนเองตัดสินเอาเองอยู่ดีว่าคนคนนี้เหมาะที่จะมาเป็นคู่ชีวิตของเราหรือไม่

admin

December 2, 2021

ทำไม Facebook ถึงมองว่า Metaverse จะเป็นก้าวสำคัญสู่อนาคต

ถึงแม้ว่าแอปพลิเคชั่น Facebook ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้จะยังคงมีหน้าตาเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แต่เบื้องหลังนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เห็นได้ชัดก็คือการรีแบรนด์ดิ้งจากชื่อบริษัท Facebook เปลี่ยนเป็น Meta และได้มีการควบรวมเทคโนโลยี VR เข้าไปด้วย เพื่อที่ทางบริษัทจะได้ไม่หยุดอยู่แค่การเป็นแพลตฟอร์มโซเชี่ยลมีเดียเท่านั้น แต่ยังก้าวข้ามขีดกำจัดไปสู่เทคโนโลยีการสื่อสารแห่งอนาคตด้วย แน่นอนว่าเทคโนโลยี VR ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไรสำหรับคนในยุคนี้ เพราะคนเราต่างก็คุ้นเคยกับการเล่นเกม VR มาได้พักใหญ่แล้ว แต่ช่วงโควิดที่ผ่านมาทำให้ผู้คนหันมากักตัวอยู่บ้านกันมากขึ้น จนเกิดเป็นการ “เที่ยวทิพย์” หรือ Virtual Tour ขึ้นมา ซึ่งการเที่ยวทิพย์นี้ก็มีตั้งแต่จ่ายเงินให้ไกด์นำเที่ยวเดินถือกล้องไปในที่ที่เราอยากไปโดยตรง ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีภาพเสมือนที่ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ไปเยือนยังสถานที่ต่างๆ จริง ทว่าไม่เพียงแต่การท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เรื่องคอร์สเรียนออนไลน์ก็เริ่มบูมขึ้นมาด้วยเช่นกัน อย่างเช่น คอร์สเรียนทำอาหารที่ครูจะมาสอนเราผ่านการไลฟ์สด เราจึงสามารถทำอาหารและสอบถามครูเพิ่มเติมได้เดี๋ยวนั้น หรือบางคอร์สก็อาจมีการไลฟ์นั่งกินข้าวร่วมโต๊ะเดียวกับครูต่างชาติหลังทำเสร็จประหนึ่งว่าเราเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนคนหนึ่งเลยก็ได้ นั่นเองที่ทำให้ Facebook เล็งเห็นว่าเทคโนโลยี VR สามารถเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราได้มากขึ้น ซึ่งถ้าหากโปรเจกต์ Metaverse ได้ผล ในอนาคตเราจะไม่ได้ทำแค่เพียงจ้องมองจอมือถืออีกต่อไป แต่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในโลกเสมือนจริงได้ เพื่อประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีกว่า  นอกจากด้านการท่องเที่ยว ความบันเทิง และการเรียนรู้ออนไลน์แล้ว เทคโนโลยีนี้ยังสามารถประยุกต์เข้ากับวงการอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง เช่น การเลือกซื้อสินค้าออนไลน์ที่เราไม่เพียงแต่เห็นภาพถ่ายของสินค้าเท่านั้น แต่ยังสามารถหยิบจับหรือทดลองใช้ผ่านโลกเสมือนจริงได้โดยไม่ต้องไปถึงหน้าร้าน การบังคับหุ่นยนต์ปฏิบัติงานหรือหุ่นยนต์ผ่าตัดในระยะไกล […]

admin

November 8, 2021

ทำไม ”ไฟล์ดิจิทัล” ที่ใครก็ก็อปได้ถึงสร้างเงินได้เป็นล้าน

“NFT” เป็นคำที่ถูกพูดถึงในนักลงทุนรุ่นใหม่เป็นวงกว้าง เพราะ Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ได้ประกาศขายทวีตแรกของเขา “ในรูปแบบ NFT” โดยสามารถปิดราคาที่ 2.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 90 ล้านบาท!! สิ่งนี้เองทำให้ NFT กลายเป็นที่รู้จักภายในค่ำคืน NFT หรือ “Non-Fungible Token” คือ รูปแบบการรับรองทางดิจิทัล เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล พูดง่ายๆ คือการซื้อขายงานศิลปะ บทเพลง และอื่นๆ มาซื้อขายบน “โลก Blockchain” แบบไม่ต้องมีตัวกลาง ไม่สามารถทำซ้ำหรือคัดลอกได้ โดยมีผู้ถือครองเป็นเจ้าของทรัพย์สินดิจิตอลแค่คนเดียว ต่อให้ใครจะก็อปปี้ไฟล์นั้น ก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครองหรือขายต่อให้ใครได้ เพราะกรรมสิทธิ์นั้นตกเป็นของผู้ที่ซื้อมันเท่านั้น มันเลยเกิดเป็น NFT Art เป็นงานศิลปะต่างๆ ซึ่งถูกเรียกว่า “Crypto Arts” ซึ่งในต่างประเทศก็เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะแวดวงงานศิลปะ เกม หรือการลงทุน เราสามารถซื้องานศิลปะชิ้นหนึ่ง แล้วเอาไปลงทุนขายต่อ อัพราคาขึ้นได้ ก็เป็นการลงทุนแบบหนึ่ง หรือในวงการเกมเองก็ใช้ช่องทางนี้ […]

admin

July 15, 2021

เธอมาหลอกให้ “Rug” แล้วเธอก็ “Pull” การโกงในรูปแบบที่เหมือนให้ บน DeFi

Rug Pull คือ กลวิธีการโกงรูปแบบหนึ่งที่พบได้มากบนระบบ DeFi (Decentralize Finance)โดยหลอกให้นักลงทุนเอาเงินมาลงทุนไว้ในแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ซึ่งกลวิธีของมันคือสร้างโครงการให้นักลงทุนเอาเหรียญมาฟาร์มหรือมาลงทุน หลังจากนั้นก็นำเหรียญทั้งหมดที่มีหนีหายไป พร้อมกับปิดเว็บไซต์หนี และตรวจสอบหรือติดตามไม่ได้ว่าสุดท้ายเงินที่หายไปนั้นไปอยู่ในกระเป๋าใคร โดยเคสที่ดังๆ ซึ่งเคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ก็คือ DeFi100 ที่โกงนักลงทุนกว่า 32 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,000 ล้านบาท แถมคนที่สร้างโครงการนี้ก็ได้เย้ยนักลงทุนว่า “พวกเราโกงคุณ พวกคุณทำอะไรไม่ได้หรอก” และการโกงกันในวงการ DeFi เป็นสิ่งที่พบกันบ่อยมากในช่วงปีที่ผ่านมา เพราะว่าการเติบโตของมันสูงมาก ด้วยการที่ DeFi มันให้อิสระ เปิดรับผู้ใช้งานทุกคนและไม่มีการตรวจสอบ ทำให้เหล่าแฮกเกอร์ใช้เป็นช่องทางเข้ามาหาเงินได้ง่าย ดังนั้นแล้วแล้วเราควรต้องรู้ข้อมูลพื้นฐานทั้งหมด เพื่อที่จะไม่ให้เกิดการ Rug Pull กับตัวเรา โดยอย่างแรกที่เราต้องดูเลยคือ หน้าตาแพลตฟอร์ม น่าเชื่อถือไหม หลายๆ แพลตฟอร์มที่โกงส่วนใหญ่ มักจะไปก๊อปโค้ดของแพลตฟอร์มใหญ่ๆ มาเป็นของตัวเอง มันก็แสดงให้เห็นว่าผู้สร้างไม่ได้ตั้งใจที่จะอยากสร้างมันจริงๆ ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะถูกโกงได้ อย่างที่สองที่เราควรดูคือ คอมมิวนิตี้ (Community) ของเว็บไซต์นั้น ถ้าผู้สร้างตั้งใจทำจริง โซเชียลมีเดีย ของเว็บไซต์นั้นๆ ต้องมีการอัพเดทตลอด เช่น Twitter […]

admin

July 8, 2021

Lifestyle

ขับรถแบบไหน? เป็นสัญญาณเตือนโรคอัลไซเมอร์

“โรคอัลไซเมอร์” เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์สมองหยุดทำงานหรือเซลล์สมองตาย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหลงๆ ลืมๆ ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้อาจส่งผลเสียในระยะยาวได้ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเราหรือคนรอบเป็นโรคอัลไซเมอร์ ไม่ใช่แค่คนที่ขี้หลงขี้ลืมเฉยๆ ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกาจึงได้ทำการทดลอง เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ของโรคอัลไซเมอร์ โดยที่ไม่ต้องให้ผู้ป่วยเข้ารับจากทดสอบทางการแพทย์ ซึ่งผลที่ได้พบว่า “รูปแบบการขับรถ” อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นได้ โดยในการทดลองนี้ ทีมวิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครในประเทศสหรัฐฯ ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จำนวนทั้งหมด 139 คน เป็นเวลานานถึง 1 ปี โดยอาสาสมัครครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคือคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคนี้ ผลการทดลองพบว่า ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีพฤติกรรมการขับรถที่แตกต่างจากคนปกติอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากพวกเขาจะไม่ค่อยอยากขับรถ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน หรือถ้าหากจำเป็นต้องออกจากบ้านจริงๆ พวกเขาก็เลือกที่จะขับรถออกไปแต่ที่ใกล้ๆ และใช้เส้นทางที่เคยไปมาแล้วซ้ำๆ มากกว่าการลองเส้นทางใหม่ๆ ที่สั้นกว่า เนื่องจากพวกเขาเริ่มมีปัญหาในการจดจำเส้นทางโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งในการขับรถแต่ละครั้ง ผู้ป่วยมักจะขับรถช้าๆ แต่ชอบหักเลี้ยวหรือกระตุกหยุดบ่อยๆ เนื่องจากคิดไม่ทัน เลยมักจะเปลี่ยนใจกะทันหัน ทั้งหมดนี้อาจจะฟังดูเล็กน้อย แต่มันก็เป็นสัญญาณเตือนของโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นได้เป็นอย่างดี โดยงานวิจัยนี้มีค่าความแม่นยำมากถึง 86 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ดังนั้นถ้าหากคุณหรือคนรอบตัวเริ่มมีพฤติกรรมการขับรถดังกล่าว ก็ให้รีบพาตัวไปหาหมอเพื่อวินิจฉัยเรื่องโรคอัลไซเมอร์ให้เร็วที่สุดนะคะ

“แบ๊ว” ไม่ได้แปลว่า “ปลอม” : ทำไมคนถึงเกลียดผู้หญิงแอ๊บแบ๊ว

ถ้าหากผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ตัวเล็ก ใส่ชุดเดรสหวานๆ ล้มต่อหน้าผู้ชาย พร้อมส่งเสียงร้องโอ๊ยออกมาแบ๊วๆ สิ่งแรกที่หลายคนคิดโดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกันเอง (แต่ไม่ใช่ *ทุกคน* ที่คิดแบบนี้) มักจะเป็น “ปลอมว่ะ” “อินี่แรดเงียบ” “อยากได้ผู้ชายแน่ๆ” แต่ถ้าหากกลับกันคนที่ล้มเป็นผู้หญิงที่ไม่ตรงกับ Beauty standard ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ล้มต่อหน้าผู้ชายบ้าง คนส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกต่อต้านขนาดนั้น สิ่งนี้เรียกว่า “Internalized Misogyny” หรือก็คือการกดทับเพศหญิง “โดยผู้หญิงด้วยกันเอง”  สาเหตุหนึ่งเกิดจากแนวคิดปิตาธิปไตยที่มีเพศชายเป็นศูนย์กลาง การมีอยู่ของผู้หญิงจึงเป็นไปเพื่อสนองความพึงพอใจของผู้ชายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อมีผู้หญิงคนนึงทำตัวโดดเด่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวเซ็กซี่ แต่งตัวน่ารัก หรือทำตัวแบ๊วๆ สังคมก็มักจะผูกโยงเข้ากับผู้ชายทันทีว่า “ทำแบบนี้พยายามอ่อยล่ะสิ” ทั้งที่จริงแล้วมันอาจจะเป็นแค่สไตล์หรืออุปนิสัยของผู้หญิงคนนั้นก็ได้ ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากการพยายามปลดแอคแบบผิดๆ ของผู้หญิงที่โดนกดทับด้วยสังคมปิตาธิปไตย เพราะสังคมแบบนี้มักคาดหวังให้ผู้หญิงทำตัวเรียบร้อยน่ารัก ผู้หญิงที่พยายามดิ้นรนออกจากสังคมปิตาธิปไตยจึงมีแนวโน้มที่จะพยายามทำตัวให้แตกต่างว่า “ฉันไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไปนะ” (I’m not like other girls) โดยการทำตัวห้าวๆ ลุยๆ ไม่พึ่งพาผู้ชาย แต่งตัวทะมัดทะแมงหรือเฟียร์สไปเลย  ซึ่งการกระทำดังกล่าวมันก็ไม่ผิด แต่หลายครั้งที่ความพยายามนี้มักเผลอไปกดทับผู้หญิงด้วยกันเองโดยไม่รู้ตัว เช่น การตัดสินว่าผู้หญิงที่ทำตัวแบ๊วว่าโง่ อ่อนแอ พึ่งพาแต่ผู้ชาย หรือหนักกว่านั้นคือการทำตัวหยาบคายแล้วบอกว่ามันคือ […]

ผลวิจัยชี้ เป็นติ่งแล้วมีความสุขกว่าคนทั่วไป

ถึงแม้คำว่า “ติ่ง” หรือ “โอตาคุ” จะเป็นคำทั่วไปที่ใช้เรียกกลุ่มคนที่ชื่นชอบอะไรบางอย่างมากๆ ไม่ว่าจะเป็นดารา นักร้อง ไอดอล การ์ตูน เกม ฯลฯ แต่บางครั้งมันก็มาพร้อมกับความหมายในแง่ลบ เนื่องจากคนส่วนหนึ่งยังคงมองว่าติ่งหรือโอตาคุเป็นพวกน่ารำคาญ แปลกประหลาด หรือเข้าสังคมไม่ได้  แต่ในยุคที่เต็มไปด้วยโซเชียลมีเดียแบบนี้ การหาเพื่อนที่มีความชอบตรงกันนั้นง่ายมาก เพราะฉะนั้นติ่งหรือโอตาคุจึงไม่ใช่พวกไม่เข้าสังคม เพียงแต่เขา “เลือก” ว่าเขาอยากจะอยู่กับสังคมแบบไหนต่างหาก นอกจากนี้ จากงานวิจัยของศาสตราจารย์ Park Hyun-ju มหาวิทยาลัยพยาบาล Kangwon National University ยังพบว่ากลุ่มคนที่เป็นติ่งนั้นมีความสุขมากกว่าคนทั่วไปเสียอีก โดยในการศึกษานี้ได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักศึกษารวมทั้งสิ้น 236 คน ก่อนจะนำมาแยกด้วยแบบสอบถามว่าใครเป็นติ่งบ้าง  ผลที่ได้พบว่าคนส่วนใหญ่ 165 คนเป็นเพียงคนที่ชื่นชอบการ์ตูน เกม หรือศิลปินเฉยๆ มีเพียงแค่ 71 คนเท่านั้นที่เป็นติ่งแบบเหนียวแน่นถึงขั้นยอมทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตนเองรักแบบสุดตัว ถึงแม้กลุ่มติ่งนี้จะดูเหมือนเป็นคนที่จ่ายเงินแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือกลุ่มติ่งเหล่านี้มีค่าความสุขมากกว่าคนทั่วไปอย่างมีนัยยะสำคัญ นั่นคือตามปกติแล้วคนทั่วไปจะมีค่าความสุขอยู่ที่ 40.21 แต่ติ่งจะมีความสุขอยู่ที่ระดับ 43.17  แม้ว่าตัวเลขจะต่างกันไม่มาก แต่มันก็แสดงให้เห็นแล้วว่ากิจกรรมติ่งทั้งหลายช่วยให้พวกเขามีสุขภาพจิตดีขึ้นได้ในระดับหนึ่ง จะเรียกว่าติ่งใช้เงินเพื่อซื้อความสุขของตนเองก็ย่อมได้ แต่มันต่างอะไรกับคนทั่วไปที่เอาเงินไปท่องเที่ยว กินอาหารมื้อหรู หรือจัดงารปาร์ตี้กับเพื่อนๆ เพราะท้ายที่สุดแล้วเราทุกคนก็เอาเงินไปซื้อความสุขเหมือนกันไม่ใช่หรือ?

“เบียร์ไร้แอลกอฮอล์” การสังสรรค์แบบใหม่ในยุคโควิด

ในช่วงโควิดที่ผ่านมานี้ได้มีการประกาศห้ามจัดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานบันเทิงต่างๆ ด้วยมองว่าผู้บริโภคอาจจะเมาจนขาดสติและเผลอแพร่เชื้อออกไปโดยไม่รู้ตัว แต่จริงๆ การดื่มเบียร์ในสถานบันเทิงก็ไม่ได้แปลว่าจะต้องเมาเสมอไป เพราะทุกวันนี้เรามีนวัตกรรมที่เรียกว่า “เบียร์ไร้แอลกอฮอล์” หรือ “เบียร์ 0%” แล้ว เบียร์ 0% นี้เรียกได้ว่าเป็นเครื่องดื่มมอลต์แบบปราศจากแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มที่สกัดเอาแอลกอฮอล์ออก ดังนั้นมันจึงมีข้อดีเหมือนกับเบียร์ทั่วไปทุกประการ นั่นคือมีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่น โพแทสเซียม กรดโฟลิก ธาตุเหล็ก และสังกะสี ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ฟื้นฟูร่างกาย ลดความเครียดและความวิตกกังวล อีกทั้งยังช่วยให้นอนหลับดีขึ้นอีกด้วย เพียงแต่ดื่มเข้าไปแล้วไม่เมาเหมือนเบียร์ทั่วไปเท่านั้น  นอกจากนี้ จากการศึกษาเพิ่มเติมพบว่าเบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์ยังมีแคลอรีต่ำกว่าเบียร์ทั่วไป โดยเบียร์ที่มีความแรง 5% 1 กระป๋อง บรรจุ 500มล. จะให้พลังงานอยู่ที่ 239 แคลอรี ในขณะที่เบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์ 1 กระป๋อง 330 มล. จะให้พลังงานอยู่ที่ประมาณ 50 แคลอรีเท่านั้น ดังนั้นจึงเรียกได้ว่าเบียร์ปราศจากแอลกอฮอล์เป็นทางเลือกใหม่สำหรับคนที่อยากนัดสังสรรค์ในยุคโควิดอย่างแท้จริง เพราะอย่างไรเสียเบียร์ชนิดนี้ก็ไม่ทำให้ใครเมาอยู่แล้ว ความเสี่ยงของมันจึงไม่ต่างอะไรจากการไปนั่งกินข้าวตามร้านอาหารทั่วไปที่รัฐบาลอนุมัติให้นั่งได้แล้วเลย  บทความนี้สนับสนุนโดยร้าน “บ้านเพื่อน” ถ้าหากใครสนใจอยากไปนั่งรับประทานอาหารเคล้าเสียงดนตรีสด ก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก “บ้านเพื่อน ตราด” (@banpuentrat) […]

ยอดนิยม


  • ดูหนังโป๊บ่อย เสี่ยง SEX เสื่อม

  • มันคนละมักกะโรนีกัน? : ทำไมผู้ชายตกเป็นเหยื่อแต่เรียกร้องไม่ได้

  • กลัวความรัก เพราะเห็นพ่อตัวเอง Daddy issue ปมที่ลูกสาวมีกับพ่อ

  • เราต่างเคยชินกับ เผด็จการ ในโรงเรียน

  • มีเซ็กส์กับคนที่ไม่ใช่แฟนในฝัน จะผิดมั้ย?

  • งานวิจัยเผยว่า คนนอนดึก ตื่นสาย เป็นคนฉลาด

  • ประจำเดือนเป็นของต่ำ?