ขับรถแบบไหน? เป็นสัญญาณเตือนโรคอัลไซเมอร์

“โรคอัลไซเมอร์” เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์สมองหยุดทำงานหรือเซลล์สมองตาย ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหลงๆ ลืมๆ ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้อาจส่งผลเสียในระยะยาวได้ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเราหรือคนรอบเป็นโรคอัลไซเมอร์ ไม่ใช่แค่คนที่ขี้หลงขี้ลืมเฉยๆ ด้วยเหตุนี้ ทีมวิจัยจากประเทศสหรัฐอเมริกาจึงได้ทำการทดลอง เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ของโรคอัลไซเมอร์ โดยที่ไม่ต้องให้ผู้ป่วยเข้ารับจากทดสอบทางการแพทย์ ซึ่งผลที่ได้พบว่า “รูปแบบการขับรถ” อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นได้ โดยในการทดลองนี้ ทีมวิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลจากอาสาสมัครในประเทศสหรัฐฯ ที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป จำนวนทั้งหมด 139 คน เป็นเวลานานถึง 1 ปี โดยอาสาสมัครครึ่งหนึ่งเป็นผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้น ส่วนอีกครึ่งหนึ่งคือคนที่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคนี้ ผลการทดลองพบว่า ผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์จะมีพฤติกรรมการขับรถที่แตกต่างจากคนปกติอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากพวกเขาจะไม่ค่อยอยากขับรถ โดยเฉพาะในเวลากลางคืน หรือถ้าหากจำเป็นต้องออกจากบ้านจริงๆ พวกเขาก็เลือกที่จะขับรถออกไปแต่ที่ใกล้ๆ และใช้เส้นทางที่เคยไปมาแล้วซ้ำๆ มากกว่าการลองเส้นทางใหม่ๆ ที่สั้นกว่า เนื่องจากพวกเขาเริ่มมีปัญหาในการจดจำเส้นทางโดยไม่รู้ตัว อีกทั้งในการขับรถแต่ละครั้ง ผู้ป่วยมักจะขับรถช้าๆ แต่ชอบหักเลี้ยวหรือกระตุกหยุดบ่อยๆ เนื่องจากคิดไม่ทัน เลยมักจะเปลี่ยนใจกะทันหัน ทั้งหมดนี้อาจจะฟังดูเล็กน้อย แต่มันก็เป็นสัญญาณเตือนของโรคอัลไซเมอร์ระยะเริ่มต้นได้เป็นอย่างดี โดยงานวิจัยนี้มีค่าความแม่นยำมากถึง 86 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ดังนั้นถ้าหากคุณหรือคนรอบตัวเริ่มมีพฤติกรรมการขับรถดังกล่าว ก็ให้รีบพาตัวไปหาหมอเพื่อวินิจฉัยเรื่องโรคอัลไซเมอร์ให้เร็วที่สุดนะคะ

admin

February 28, 2022

ยิ่งกว่า Burn out! ภาวะว่างเปล่าที่เหมือนอยู่แต่กาย แต่จิตใจตายไปแล้ว

ยิ่งกว่า Burn out! ภาวะว่างเปล่าที่เหมือนอยู่แต่กาย แต่จิตใจตายไปแล้ว ช่วงโควิดที่ผ่านมานี้ เราคงจะเคยได้ยินคำว่าอาการหมดไฟ (Burn out) กันอยู่บ่อยๆ เพราะความเครียดที่สะสมจากการทำงาน แต่อาการ Burn out สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนบรรยากาศ ออกไปพักกายพักใจให้หายเหนื่อย แต่นอกจากอาการ Burn out แล้ว โควิดยังนำพาอีกอาการหนึ่งที่หนักกว่าการ Burn out มาให้ใครหลายคนด้วย! อาการนี้เรียกว่า “languishing” หรือก็คือความรู้สึกว่างเปล่า เฉยชา ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งนั้น ซึ่งมันอาจฟังดูคล้ายอาการ Burn out แต่หนักกว่าตรงที่อาการนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะแต่เรื่องงานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ในชีวิต เช่น ต่อให้มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นเราหรือคนใกล้ตัว หรือมีเรื่องที่น่ายินดีเกิดขึ้น เราก็จะไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับมัน เหมือนเจ็บปวดแต่ก็เหนื่อยที่จะรู้สึก รวมไปถึงการสูญเสียเป้าหมายในชีวิต ไม่มีอะไรให้ตั้งตาคอย แค่มีชีวิตอยู่เพื่อให้ผ่านไปวันๆ ด้วย อาการ languishing นี้ยังไม่ถูกบรรจุเป็นอาการทางจิตโดยตรง แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ทำให้ร่างกายเราปฏิเสธที่จะรับรู้ ซึ่งดร. Martin Seligman นักจิตวิทยาผู้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับอารมณ์เชิงบวก ก็ได้แนะนำวิธีฟื้นตัวจากอาการ languishing […]

admin

February 21, 2022

นโยบายกระตุ้นการมีลูกแต่ละประเทศ มีอะไรบ้าง?

วันวาเลนไทด์ที่ผ่านมานี้ หลายคนคงได้ไปซื้อของขวัญหรือพาคนรักออกไปเดท แต่เมื่อพูดถึงแพลนในอนาคตที่ต้องแต่งงานมีลูกกันแล้ว หลายคนอาจจะส่ายหน้า ไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่งงาน แต่เพราะไม่อยากมีลูก!  ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่มีลูกกันน้อยลงมีให้เห็นได้ในหลายประเทศ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในอนาคต ทางรัฐบาลเลยต้องพยายามคิดค้นนโยบายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกขึ้นมา  อย่างเช่นในประเทศเกาหลีใต้ก็เคยออกนโยบายแปลกๆ ที่กำหนดให้ทุกบริษัทเลิกงานตอน 1 ทุ่มครึ่ง ในวันพุธที่ 3 ของทุกเดือน เพราะทางรัฐเชื่อว่าถ้าคนทำงานน้อยลง กลับบ้านให้เร็วขึ้น ก็จะมีแรงและเวลาเหลือพอที่จะผลิตลูก ทว่าผลลัทธ์ที่ได้กลับยังดูไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เกาหลีใต้เลยยังคงต้องพยายามผลักดันนโยบายใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ โดยล่าสุดก็มีการเปิดเผยว่าจะให้เงินสนับสนุนรายเดือนจำนวน 300,000 วอน (ประมาณ 8,205 บาท) ต่อเด็กทารก 1 คน ตั้งแต่แรกคลอด และจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 วอน (13,676 บาท) ภายในปีค.ศ. 2025 ส่วนทางประเทศญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่ามีปัญหาขาดแคลนประชากรอยู่เรื่อยๆ เมื่อปีค.ศ.2015 อัตราการเกิดกลับเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย เพราะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการบริหารส่วนท้องถิ่นด้วย อย่างนโยบายให้เงินช่วยเหลือพ่อแม่ที่อาศัยอยู่ในโตเกียวจำนวน 1,700 ดอลลาร์ (55,433 บาท) ต่อการเกิดของเด็ก 1 คน แล้วถ้าหากเป็นลูกคนแรกก็จะได้เพิ่มอีก […]

admin

February 15, 2022

“แบ๊ว” ไม่ได้แปลว่า “ปลอม” : ทำไมคนถึงเกลียดผู้หญิงแอ๊บแบ๊ว

ถ้าหากผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ตัวเล็ก ใส่ชุดเดรสหวานๆ ล้มต่อหน้าผู้ชาย พร้อมส่งเสียงร้องโอ๊ยออกมาแบ๊วๆ สิ่งแรกที่หลายคนคิดโดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกันเอง (แต่ไม่ใช่ *ทุกคน* ที่คิดแบบนี้) มักจะเป็น “ปลอมว่ะ” “อินี่แรดเงียบ” “อยากได้ผู้ชายแน่ๆ” แต่ถ้าหากกลับกันคนที่ล้มเป็นผู้หญิงที่ไม่ตรงกับ Beauty standard ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ล้มต่อหน้าผู้ชายบ้าง คนส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกต่อต้านขนาดนั้น สิ่งนี้เรียกว่า “Internalized Misogyny” หรือก็คือการกดทับเพศหญิง “โดยผู้หญิงด้วยกันเอง”  สาเหตุหนึ่งเกิดจากแนวคิดปิตาธิปไตยที่มีเพศชายเป็นศูนย์กลาง การมีอยู่ของผู้หญิงจึงเป็นไปเพื่อสนองความพึงพอใจของผู้ชายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อมีผู้หญิงคนนึงทำตัวโดดเด่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวเซ็กซี่ แต่งตัวน่ารัก หรือทำตัวแบ๊วๆ สังคมก็มักจะผูกโยงเข้ากับผู้ชายทันทีว่า “ทำแบบนี้พยายามอ่อยล่ะสิ” ทั้งที่จริงแล้วมันอาจจะเป็นแค่สไตล์หรืออุปนิสัยของผู้หญิงคนนั้นก็ได้ ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากการพยายามปลดแอคแบบผิดๆ ของผู้หญิงที่โดนกดทับด้วยสังคมปิตาธิปไตย เพราะสังคมแบบนี้มักคาดหวังให้ผู้หญิงทำตัวเรียบร้อยน่ารัก ผู้หญิงที่พยายามดิ้นรนออกจากสังคมปิตาธิปไตยจึงมีแนวโน้มที่จะพยายามทำตัวให้แตกต่างว่า “ฉันไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไปนะ” (I’m not like other girls) โดยการทำตัวห้าวๆ ลุยๆ ไม่พึ่งพาผู้ชาย แต่งตัวทะมัดทะแมงหรือเฟียร์สไปเลย  ซึ่งการกระทำดังกล่าวมันก็ไม่ผิด แต่หลายครั้งที่ความพยายามนี้มักเผลอไปกดทับผู้หญิงด้วยกันเองโดยไม่รู้ตัว เช่น การตัดสินว่าผู้หญิงที่ทำตัวแบ๊วว่าโง่ อ่อนแอ พึ่งพาแต่ผู้ชาย หรือหนักกว่านั้นคือการทำตัวหยาบคายแล้วบอกว่ามันคือ […]

admin

February 8, 2022

คนตระกูลเดียวกัน แต่ทำไมเราไม่เท่ากัน

วันตรุษจีนผ่านไปแล้ว หลายคนคงได้มีโอกาสกลับไปรวมญาติ ดื่มกินสังสรรค์ เคารพบรรพบุรุษ …รวมถึงได้กลับไปเจอความไม่เท่าเทียมกันในสังคมแบบจีนๆ ด้วย ถึงแม้ว่าในยุคนี้ความไม่เท่าเทียมกันอาจจะเบาบางลงแล้ว แต่ในบางบ้านก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ เช่น การสปอยลูกชายให้ได้กินของดีกว่า ได้อั่งเปามากกว่า ถูกตามใจมากกว่า การกดขี่สะใภ้ที่แต่งเข้ามาในบ้านราวกับเป็นคนรับใช้ หรือการดูแลหลานในดีกว่าหลานนอก เป็นต้น ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันนี้ หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า มันเกิดจากความเชื่อที่ว่า “ลูกชายใช้สืบสกุล ส่วนลูกสาวต้องแต่งออกจากบ้านไปเป็นของคนอื่น” คนจีนเลยให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว หลานในดีกว่าหลานนอก และมองสะใภ้แต่งเข้าเป็นแค่คนรับใช้ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่าความไม่เท่าเทียมทางเพศนี้มีที่มาที่ไปจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่ 1.แนวคิดของขงจื๊อ แนวคิดนี้เชื่อว่าถ้าทุกคนเป็นคนดี บ้านเมืองก็จะสงบสุข ดังนั้นจึงมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนไว้ชัดเจน เช่น ลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ สามีต้องเป็นผู้นำ ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี ฯลฯ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้น 2.นโยบายลูกคนเดียว ในช่วงประมาณปีค.ศ.1949-1976 คนจีนนิยมมีลูกเยอะๆ เพื่อที่ลูกชายจะได้ออกไปทำงาน เพราะค่าแรงของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง ส่วนลูกสาวก็ให้แต่งออกและเก็บสินสอด อีกทั้งยิ่งมีลูกเยอะเท่าไหร่ วงศ์ตระกูลก็จะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้ทำให้เกิดปัญหาประชากรล้นประเทศ ทางรัฐบาลเลยต้องออกนโยบายลูกคนเดียวขึ้นมา และเมื่อสามารถเลือกมีลูกได้แค่คนเดียว ส่วนใหญ่เลยอยากมีลูกชายมากกว่า เพราะทำกำไรได้มากกว่าในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ระบบการศึกษา เศรษฐกิจ และค่านิยมอื่นร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากตระกูลไหนยังยึดถือความเป็นพวงพ้องและอยากให้คนในตระกูลรักกันมากๆ อยู่ […]

admin

February 1, 2022

น้ำมันดิบรั่วลงทะเล อันตรายต่อสุขภาพยังไง

เมื่อวานนี้มีข่าวน้ำมันดิบจำนวนมากถึง 4 แสนลิตร รั่วกลางทะเลมาบตาพุด จังหวัดระยอง ซึ่งกรมควบคุมมลพิษคาดการณ์ว่าน้ำมันดิบดังกล่าวน่าจะกำลังกระจายไปยังหาดแม่รำพึง นักท่องเที่ยวและชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการลงเล่นน้ำและอยู่ให้ห่างจากจุดเกิดเหตุให้มากที่สุด เพราะน้ำมันดิบที่รั่วลงทะเลนั้น ไม่เพียงแต่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราเองด้วย โดยถ้าหากสูดดมกลิ่นของน้ำมันดิบเข้าไป สารเคมีก็จะเข้าไปในปอด ทำให้ปอดอักเสบหรือเกิดโรคระบบทางเดินหายใจตามมา และถ้าหากไปสัมผัสกับน้ำมันดิบเข้า ผิวหนังในบริเวณนั้นก็จะเกิดอาการระคายเคือง มีผื่นขึ้น รู้สึกคันหรือแสบร้อน ซึ่งถ้าหากเป็นแผลเปิด บาดแผลก็อาจจะติดเชื้อ หรือสารเคมีซึมเข้าสู่ผิว ทำให้เกิดเป็นมะเร็งผิวหนังได้ เมื่อร่างกายดูดซึมสารเคมีเข้าไปมากๆ สารพิษก็จะลงไปสะสมที่ไต ทำให้ไตเสื่อมหรือเกิดอาการไตวายตามมา ซึ่งนอกจากสารพิษนี้จะสามารถส่งผลกระทบต่อไตได้แล้ว มันยังสามารถสร้างความเสียหายให้กับระบบประสาทอื่นๆ ได้อีกด้วย เช่น ทำให้เกิดอาการปวดหัว มึนหัว สายตาพร่ามัว หัวใจเต้นผิดจังหวะ ถ้าหากปล่อยไว้นานๆ สารพิษนี้จะทำให้ระบบประสาทส่วนควบคุมการเคลื่อนไหวเสียหาย ผู้ป่วยจะเริ่มสูญเสียการทรงตัว จนไม่สามารถยืนหรือเดินได้  แล้วถึงแม้ว่าองค์กรต่างๆ จะร่วมมือกันกำจัดน้ำมันดิบส่วนใหญ่ออกไปแล้ว มันก็ยังมีโอกาสที่คราบน้ำมันดิบจะยังคงหลงเหลืออยู่ในทะเลหรือบนชายหาด ดังนั้นตอนไปทะเลทุกครั้ง เราควรสังเกตให้ดีว่าบนชายหาดมีคราบเหนียวสีดำคล้ายกับยางมะตอยอยู่หรือไม่ และบนผิวน้ำมีคราบน้ำมันสะท้อนแสงเป็นสีรุ้งอยู่หรือเปล่า ถ้าหากมี ให้พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัส อย่าให้คราบน้ำมันเข้าตา ปาก หรือจมูก และถ้าหากเผลอสัมผัสไปแล้ว ให้รีบอาบน้ำล้างตัวให้สะอาด เพื่อป้องกันไม่ให้สารพิษเข้าสู่ร่างกาย ขอให้ทุกคนจะปลอดภัยจากเหตุน้ำมันรั่วครั้งนี้นะคะ

admin

January 26, 2022

จะทำอย่างไร ถ้าโดน “สุดยอดนายจ้าง” กดขี่?

ก่อนหน้านี้มีโพสข่าวร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่งได้รับรางวัลสุดยอดนายจ้างแห่งปี ซึ่งโพสนี้ก็มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันมากถึง 5 พันคอมเมนต์ แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นคอมเมนต์ชื่นชมแต่อย่างใด ทว่ากลับเป็นคอมเมนต์ของอดีตพนักงานที่ออกมาพูดถึงการทำงานที่หนักและความไม่ยุติธรรมของนายจ้าง วันนี้เราเลยรวบรวมข้อมูลมาให้ว่าถ้าหากคุณกำลังโดนนายจ้างปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม มันจะมีวิธีแก้อย่างไรบ้าง โดยทั่วไปแล้ว พรบ.คุ้มครองแรงงานจะระบุโทษในกรณีต่างๆ เอาไว้เบื้องต้น เช่น กรณีที่นายจ้างไม่จ่ายค่าล่วงเวลา จะมีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 1 แสนบาท กรณีนายจ้างไม่ยอมให้ลูกจ้างพักกินข้าว (ตามปกติแล้วต้องให้เวลาพักเที่ยงอย่างน้อย 1 ชั่วโมง) จะมีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือกรณีที่ลูกจ้างมาทำงานสายแล้วโดนหักเงินเดือนเกินจริง เช่น มาสาย 1 นาที แต่โดนหักไป 1 ชั่วโมง ก็สามารถฟ้องกรมแรงงานได้ ทั้งนี้ก็มีกรณีอื่นๆ ที่มีรายละเอียดลึกลงไปทำให้ไม่ได้ระบุไว้ในพรบ. เช่น นายจ้างบังคับให้ไปส่งของแต่ไม่ให้เบิกค่าน้ำมัน ในกรณีนี้ถ้าหากในสัญญาจ้างไม่ได้ระบุไว้ว่าสามารถเบิกค่าน้ำมันได้ นายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องจ่าย แต่ลูกจ้างสามารถฟ้องในข้อหาสัญญาจ้างไม่เป็นธรรมแทนได้  ส่วนในกรณีที่นายใช้งานหนักเกินกว่าที่ระบุไว้ในขอบเขตของงาน (Job description) หรือบังคับให้ลูกจ้างซื้อสินค้าที่เหลือเพื่อทำยอด ลูกจ้างก็สามารถฟ้องนายจ้างในข้อหาข่มเหง รังแกได้เช่นกัน โดยจะมีโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท แต่ถ้าเป็นการรังแกต่อหน้าสาธารณชนหรือมีการล่วงละเมิดทางเพศร่วมด้วย จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน […]

admin

January 19, 2022

ของแพงเพราะเงินเฟ้อ? : เงินเฟ้อแบบไหนทำเศรษฐกิจพัง

ในปีพ.ศ.2565 เราเริ่มต้นปีด้วยราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งเนื้อหมู เนื้อไก่ ไข่สด และอื่นๆ จนแฮชแท็ก #แพงทั้งแผ่นดิน พุ่งขึ้นติดเทรนด์ทวิตมาหลายวัน แต่ล่าสุดนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ได้ออกมาตอบคำถามถึงสาเหตุที่ของแพงขึ้นแล้วว่าเป็นเพราะ “เงินเฟ้อ” บางคนอาจจะฟังแล้วงงๆ ว่าไอ้เงินเฟ้อนี่มันดีหรือไม่ดี เพราะโดยนิยามของมันแล้ว คำว่า “เงินเฟ้อ” หมายถึงข้าวของที่แพงขึ้น ซึ่งก็ไม่น่าจะดี แต่ในอีกแง่หนึ่งสภาวะเงินเฟ้อก็ไม่ได้แย่ไปเสียทีเดียว เพราะตามหลักการแล้วเศรษฐกิจที่ดีควรจะมีสภาวะเงินเฟ้ออ่อนๆ เจ้าของกิจการจะได้มีกำไรเยอะขึ้นและนำกำไรในส่วนนั้นไปต่อยอดธุรกิจได้ ซึ่งเศรษฐกิจในภาพรวมก็จะดีขึ้นตามไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม มันก็มีสภาวะเงินเฟ้ออีกแบบหนึ่งที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังกลัวกันอยู่ นั่นคือสภาวะเศรษฐกิจชะงัก หรือที่เราเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “Stagflation” ซึ่งมาจากคำว่า “Stagnation” ที่แปลว่า สภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว บวกกับคำว่า “Inflation” ที่แปลว่า ภาวะเงินเฟ้อ เพราะโดยทั่วไปแล้ว ต่อให้เงินเฟ้อ แต่ถ้าอัตราการจ้างงานยังคงสูงอยู่ เศรษฐกิจมันก็จะยังขับเคลื่อนไปได้ แต่สภาวะเศรษฐกิจชะงักนี้คือการคอมโบกันระหว่าง ของแพงขึ้น+คนตกงานมากขึ้น+เศรษฐกิจโดยรวมแย่ลง ซึ่งถ้าหากปล่อยไว้รัฐบาลจะยิ่งแก้ปัญหาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นในจุดนี้ก็ถือว่ารัฐบาลไม่ได้โกหก เพราะเรากำลังประสบกับสภาวะเงินเฟ้ออยู่จริงๆ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องปกติที่เราจะโล่งใจได้ การเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

admin

January 12, 2022

“หมูแพงก็กินไก่สิ” : หมูแพงไม่ได้กระทบแค่ผู้บริโภค

เพราะโรคระบาดที่เกิดขึ้นกับหมูในช่วงนี้ ทำให้ราคาเนื้อหมูพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุกิโลละ 200 บาทไปแล้ว และยังคงมีแนวโน้มที่ราคาจะสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ ทำให้หลายคนเริ่มออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรีบจัดการอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ ในขณะที่อีกส่วนนึงมองว่า ราคาวัตถุดิบต่างๆ มันมีขึ้นมีลงเป็นปกติอยู่แล้ว อย่าไปโทษรัฐบาล ให้เริ่มต้นแก้ปัญหาที่ตัวเอง ถ้าเนื้อหมูมันแพงนักก็เปลี่ยนไปกินอย่างอื่นแทนสิ แนวคิดนี้ชวนให้นึกถึงวลีในยุคปฏิวัติฝรั่งเศสว่า “ถ้าไม่มีขนมปังกิน ก็กินเค้กสิ” ซึ่งเป็นประโยคที่หลายคนเชื่อว่าพระนางมารี อ็องตัวแน็ตเป็นคนพูด เพราะความเมินเฉยของคนรวยที่มีต่อความทุกข์ยากของคนจน แต่ในปัจจุบันนี้ก็ได้มีการพิสูจน์ออกมาแล้วว่าพระนางมารี อ็องตัวแน็ตไม่ได้พูด แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนเกลียดชนชั้นสูงเฉยๆ แต่ที่ตลกร้ายที่สุดคือประโยคที่คล้ายคลึงกันนี้ออกมาจากปากคนในประเทศเราจริงๆ แบบไม่ใช่ Fake news ทั้งที่ถ้าหากมองดูแล้วจะเห็นได้ว่า ราคาเนื้อสัตว์ที่แพงขึ้นย่อมกระทบกับคนหมู่มากอยู่แล้ว เพราะมันเป็นอาหารที่กินกันอยู่ทุกวัน ซึ่งจริงอยู่ว่าถ้าหากราคาเนื้อหมูมันแพงนัก ผู้บริโภคก็อาจเลี่ยงไปซื้อเนื้อสัตว์ชนิดอื่นแทนได้ แต่ถ้าเช่นนั้นแล้วคนที่ประกอบการร้านอาหารล่ะ? กำไรที่ได้ย่อมลดลงแน่นอนอยู่แล้ว และถ้าหากผลักภาระไปให้ผู้บริโภคโดยการขึ้นราคาอาหารก็อาจจะทำให้ขายยากขึ้นด้วย ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงเรียกได้ว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เช่นนั้นแล้วจะให้พวกเขาเริ่มต้นที่ตัวเองโดยการเปลี่ยนจากร้านข้าวขาหมูเป็นร้านข้าวมันไก่ในพริบตาอย่างนั้นหรือ? การเริ่มต้นที่ตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นคือควรเริ่มต้นฝึกความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วย เห็นใจพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำบ้าง ไม่ใช่เห็นใจแต่รัฐบาลที่ได้เงินเดือนหลายแสนแต่จัดการปัญหาไม่ได้

admin

January 5, 2022

มายาคติส่งพ่อแม่ไปรพ.บ้า = อกตัญญู

“ให้พ่อแม่ไปอยู่รพ.บ้า บาปกรรมมาก” “แม่รักลูกและหวังดีเสมอ แต่ลูกกลับหาว่าแม่เป็นบ้า!?” นี่เป็นคอมเมนต์ส่วนหนึ่งจากข่าวที่ เสือ เสฏกานต์ ลูกชายของ เสก โลโซ ได้ยื่นขอความคุ้มครองจากศาล ไม่ให้ กานต์ วิภากร แม่ของตนเองเข้าใกล้ในลักษณะคุกคามหรือด่าทอ รวมถึงขอให้แม่ได้เข้ารับการตรวจสภาพจิตด้วย ซึ่งคอมเม้นต์ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทิศทางเห็นด้วย เพราะกานต์มีอารมณ์รุนแรงและเคยโพสภาพตนเองถือปืนลงบนโซเชี่ยลมีเดีย จึงมีความเป็นไปได้ว่าเธออาจจะทำร้ายตัวเองหรือคนรอบข้างได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนนึงที่เห็นว่าไม่เหมาะสมตามคอมเมนต์ที่หยิบยกมาข้างต้น ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงมายาคติที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยว่าการมีปัญหาทางจิต หรือการ “เป็นบ้า” เป็นสิ่งที่เลวร้าย โดยส่วนนึงอาจเกิดจากการสร้างภาพจำของสื่อสมัยก่อนที่ตัวร้ายมักได้รับผลกรรมโดยการกลายเป็นบ้า หรือภาพของผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องมีอาการคลุ้มคลั่ง กรีดร้อง ดูน่ากลัวตลอดเวลา ทำให้หลายคนกลัว “การเป็นบ้า” และ “รพ.บ้า” ทั้งที่จริงแล้วผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้น่ากลัวแบบนั้น และอาการป่วยทางจิตนั้นมีหลายประเภท ทั้งโรคซึมเศร้า โรคแพนิค โรคอารมณ์สองขั้ว ฯลฯ ซึ่งใครๆ ก็สามารถเป็นโรคเหล่านี้ได้เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยทางกาย ดังนั้นถ้าหากพ่อแม่ป่วย ลูกที่ดีก็ควรพาพ่อแม่ไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะได้ทำการรักษาและกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ไม่ใช่อ้าแขนรับเชื้อจากพ่อแม่และกอดคอกันตายไปด้วยกันแล้วจึงจะเรียกได้ว่า “กตัญญู”

admin

December 30, 2021
1 2 18