นโยบายกระตุ้นการมีลูกแต่ละประเทศ มีอะไรบ้าง?

วันวาเลนไทด์ที่ผ่านมานี้ หลายคนคงได้ไปซื้อของขวัญหรือพาคนรักออกไปเดท แต่เมื่อพูดถึงแพลนในอนาคตที่ต้องแต่งงานมีลูกกันแล้ว หลายคนอาจจะส่ายหน้า ไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่งงาน แต่เพราะไม่อยากมีลูก!  ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่มีลูกกันน้อยลงมีให้เห็นได้ในหลายประเทศ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในอนาคต ทางรัฐบาลเลยต้องพยายามคิดค้นนโยบายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกขึ้นมา  อย่างเช่นในประเทศเกาหลีใต้ก็เคยออกนโยบายแปลกๆ ที่กำหนดให้ทุกบริษัทเลิกงานตอน 1 ทุ่มครึ่ง ในวันพุธที่ 3 ของทุกเดือน เพราะทางรัฐเชื่อว่าถ้าคนทำงานน้อยลง กลับบ้านให้เร็วขึ้น ก็จะมีแรงและเวลาเหลือพอที่จะผลิตลูก ทว่าผลลัทธ์ที่ได้กลับยังดูไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เกาหลีใต้เลยยังคงต้องพยายามผลักดันนโยบายใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ โดยล่าสุดก็มีการเปิดเผยว่าจะให้เงินสนับสนุนรายเดือนจำนวน 300,000 วอน (ประมาณ 8,205 บาท) ต่อเด็กทารก 1 คน ตั้งแต่แรกคลอด และจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 วอน (13,676 บาท) ภายในปีค.ศ. 2025 ส่วนทางประเทศญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่ามีปัญหาขาดแคลนประชากรอยู่เรื่อยๆ เมื่อปีค.ศ.2015 อัตราการเกิดกลับเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย เพราะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการบริหารส่วนท้องถิ่นด้วย อย่างนโยบายให้เงินช่วยเหลือพ่อแม่ที่อาศัยอยู่ในโตเกียวจำนวน 1,700 ดอลลาร์ (55,433 บาท) ต่อการเกิดของเด็ก 1 คน แล้วถ้าหากเป็นลูกคนแรกก็จะได้เพิ่มอีก […]

admin

February 15, 2022

ความสามัคคีผ่าน Popcat : คนไทยไม่สามัคคีหรือรัฐบาลไม่เห็นหัวประชาชน?

จากกระแสเกม Popcat ที่กำลังมาแรง ทำเอาคนไทยหลายคนต่างพากันอดหลับอดนอน กดเกมจนประเทศไทยเบียดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้ในเวลาเพียงแค่ชั่วข้ามคืน แต่ปรากฏการณ์นี้บอกอะไรเราได้บ้าง? ถ้าหากเราย้อนกลับมาดูตัวเกม Popcat กันสักนิด เราจะเห็นได้ว่ามันเป็นเกมที่เข้าใจง่ายมาก เพียงแค่กดคลิกให้แมวทำเสียงป๊อปไปเรื่อยๆ เมื่อจบเกมจำนวนการคลิกของคุณและคนทั้งประเทศก็จะถูกนำมารวมกัน เพื่อวัดว่าประเทศไหนทำเสียงแมวป๊อปได้มากที่สุด นี่จึงเรียกได้ว่าเป็นเกมที่วัดแต่ “ความสามัคคี” ล้วนๆ ซึ่งประเทศไทยก็ทำได้ดีมาก ผิดกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลที่มักมองว่าคนไทยหละหลวม ไม่ให้ความร่วมมือ แล้วทำไมเราถึงร่วมมือกันกด Popcat ได้ แต่ร่วมมือกันฝ่าวิกฤตโควิดไม่ได้? ทำไมบอกให้หยุดอยู่บ้านแล้วไม่ยอมอยู่? คำตอบนั้นง่ายมากและคนกลุ่มนึงที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ความร่วมมือก็ตะเบ็งเสียงบอกกันอยู่ทุกวัน แต่รัฐบาลกลับไม่ได้ยิน อีกทั้งยังปฏิบัติกับคนเหล่านั้นเหมือนเป็นแค่เพียงเสียงเซ็งแซ่น่ารำคาญด้วย เมื่อย้อนกลับไปในช่วงโควิดระบาดใหม่ๆ เราจะเห็นได้ว่าคนไทยต่างพร้อมใจกันหาซื้อหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์มาเก็บไว้จนขาดตลาด ในขณะที่รัฐบาลยังบอกว่ามันเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาด้วยซ้ำ แต่สาเหตุที่ตอนนี้คนไทยต้องออกมาลงถนน เพราะ “พวกเขาล็อกดาวน์ต่อไปไม่ไหวแล้ว”  เราต้องยอมรับก่อนว่าประเทศเรายังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้มีเงินพอจะนั่งๆ นอนๆ โดยไม่ทำอะไรได้เป็นปีๆ ทั้งที่รายจ่ายยังคงเท่าเดิม และมันก็ไม่ใช่ความผิดพวกเขาที่ไม่เก็บออม เพราะหลายคนแค่ทำงานให้มีเงินพออยู่พอกินไปวันๆ ก็ลำบากมากพออยู่แล้ว และเมื่อเกิดเจ็บป่วยหรือไปทำงานไม่ได้เพราะล็อกดาวน์ขึ้นมา พวกเขาเหล่านั้นก็มีแต่จะต้องควักเนื้อตัวเองไปเรื่อยๆ  เมื่อทนหิวไม่ไหวก็ต้องดิ้นรนออกมาทำมาหากินทั้งที่รู้ว่ามันเสี่ยง และเมื่อรัฐบาลขับไล่ไม่ให้พวกเขาทำงานอีก พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงถนน มาเรียกร้องขอความเป็นธรรม จนเกิดเป็นเสียงเซ็งแซ่น่ารำคาญแบบที่ใครหลายคนเห็นๆ กันอยู่ ดังนั้นปัญหานี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “คนไทยสามัคคีกันหรือไม่” แต่อยู่ที่ “รัฐบาลมีปัญญาจัดการกับโรคระบาดโดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ของคนในชาติบ้างหรือเปล่า” เพราะถ้าหากการฝ่าวิกฤตโควิดมันอาศัยแค่ความสามัคคีโดยไม่ได้มีคนที่กำลังจะอดตายในชีวิตจริงเหมือนกับเกม Popcat ทำไมคนไทยจะไม่ให้ความร่วมมือกันล่ะ?

admin

August 16, 2021

ลือกันบนความตาย : ทำลายภาพพจน์รัฐบาลหรือทำลายตัวเอง

เมื่อวานมีการโพสคลิปวิดีโอของชายคนนึงที่นอนชักอยู่บนถนน พร้อมกับติดแคปชั่นเตือนภัย ว่าคนเหล่านี้รับจ้างแกล้งเป็นโควิดและไปล้มตามถนน เพื่อทำลายภาพพจน์รัฐบาล  แต่อันที่จริงแล้วชายในคลิปวิดีโอดังกล่าวนี้เป็นโรคลมชัก และคนก็ไม่กล้าเข้าใกล้เพราะกลัวว่าเขาจะเป็นโควิด ไม่ได้มีการยืนยันว่าเขาอ้างตัวว่าเป็นโรคโควิดหรือมีการจ้างวานแต่อย่างใด แต่ข่าวลือนี้ก็แพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็มีข่าวให้เห็นกันอยู่แล้วว่ามีคนนอนตายอยู่ข้างถนนเพราะโควิดจริง และมีเจ้าหน้าที่มาเก็บศพไปเผาหลายรายแล้วด้วย ปรากฏการณ์นี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร? ทำไมคนเราถึงกล้าที่จะสร้างข่าวลือที่ไม่เห็นค่าความเป็นคนได้ขนาดนี้? อ้างอิงจากบทความของ Phil Reed D.Phil ผู้เชี่ยวชาญด้านสังคมออนไลน์ กล่าวว่า ข่าวลือที่ไม่มีมูลส่วนใหญ่เกิดจากความวิตกกังวลและความกลัว ทำให้ในสภาวะโรคระบาดและสงครามการเมืองจะสามารถเกิดข่าวลือได้ง่ายเป็นพิเศษ  อย่างในกรณนี้คือกลัวว่าอีกฝ่ายนึงจะเล่นสกปรก กลัวว่าฝั่งตัวเองจะพ่ายแพ้ เมื่อได้รับข้อมูลมาว่าคนที่นอนชักอยู่ข้างถนนอาจเป็นโควิด จึงเกิดการจับแพะชนแกะ คิดว่าอีกฝั่งนึงต้องสร้างสถานการณ์ขึ้นมาแน่ๆ ดังนั้นการปล่อยข่าวลือและการนินทาว่าร้ายคนอื่นจึงเป็นเหมือนกับการถมช่องว่างแห่งความกลัว ให้รู้สึกเหมือนตนเองมีช่องทางที่จะชนะได้เท่านั้น นอกจากนี้ในกลุ่มคนที่มีอีโก้สูง การได้นินทาว่าร้ายคนอื่นยังเป็นกิจกรรมคลายเครียดที่ทำให้ตนเองได้เหยียดคนอื่น อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสามัคคีในกลุ่มให้เกลียดชังอีกฝ่ายไปในทิศทางเดียวกันด้วย แต่ไม่ว่าคุณจะสร้างข่าวลือขึ้นมาเพราะความกลัวหรือเกลียดอีกฝ่าย โดยเฉพาะข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคน จงอย่าลืมว่าปลายทางของข่าวลือนั้นคือ “มนุษย์” ที่มีเลือดเนื้อ มีพ่อแม่พี่น้องที่รักเขาเช่นเดียวกันกับคุณ จริงอยู่ที่บางคนอาจล้มเพราะโควิด ในขณะที่บางคนอาจล้มเพราะสาเหตุอื่น แต่ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุไหน ก็ไม่ได้ทำให้ความจริงที่ว่า “มีคนตายกลางถนนเพราะโควิด” มันหายไป และไม่ว่าคุณจะล้มกลางถนนด้วยสาเหตุไหน คุณก็มีสิทธิ์ได้รับการช่วยเหลือทั้งสิ้น ดังนั้นการไปกล่าวหาคนอื่นว่าเป็นแค่การจัดฉากโดยไม่มีหลักฐานใดมารองรับจึงเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมโดยสิ้นเชิง

admin

July 30, 2021

เมื่อดาราชวนบริจาค แต่ประชาชนไม่ไหวแล้ว

กลายเป็นภาพที่เราเห็นจนชินตาเสียแล้วกับการที่มีดาราออกมาขอบริจาคเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนจำนวนไม่น้อยคอยร่วมบริจาคอยู่เสมอ ไม่ว่าจะด้วยความสงสารหรือชื่นชอบดาราคนนั้นเป็นทุนเดิม แต่ไม่ใช่สำหรับครั้งนี้ที่ดาราสาวชื่อดังออกมาชวนบริจาคอีกครั้งผ่านไอจี เพราะคราวนี้มีคนจำนวนมากออกมาคอมเม้นต์ว่าบริจาคต่อไปไม่ไหวแล้ว แค่ลำพังตัวเองก็จะไม่รอดแล้ว และนี่คือผลลัพธ์ของการ “ขอบริจาคแต่ไม่ Call out” เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราเลือกแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยการขอบริจาคไปเรื่อยๆ แต่ไม่แตะต้องต้นตอของปัญหาว่ารัฐบาลล้มเหลวในด้านการจัดการปัญหาสาธารณสุข ไม่เรียกร้องให้นำเข้าวัคซีนดีๆ ไม่เรียกร้องให้งบสาธาณณสุขในยามวิกฤต ท้ายที่สุดแล้วประชาชนก็มีแต่จะต้องบริจาคให้กันไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงวันที่ไม่มีใครบริจาคไหวและล้มตายไปพร้อมกันเท่านั้น  ซึ่งถ้าหากคุณเลือกที่จะปล่อยทุกสิ่งไว้อย่างนี้และให้ประชาชนที่เคยสนับสนุนคุณสู้อยู่คนเดียว ถึงแม้ว่าตอนนี้คุณอาจจะไม่เดือดร้อน กำลังสุขสบายบนหอคอยงาช้าง หรืออาจจะกำลังทำตัว “อยู่เป็น” เพื่อให้รอดวิกฤตนี้ไปให้ได้ มันก็เป็นสิทธิ์ของคุณ แต่อย่าลืมว่าคุณดังได้จากแรงสนับสนุนของประชาชน ถ้าหากวันใดที่ประชาชนเหล่านั้นไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว คุณอาจจะกลายเป็นแค่ “คนธรรมดา” และความเลื่อมล้ำกับสาธารณสุขที่ห่วยแตกก็อาจจะย้อนกลับมากัดคุณเข้าสักวัน

admin

July 21, 2021

วัฒนธรรมการแบน แสดงจุดยืนหรือล่าแม่มด?

“ไอ้พวกเด็กรุ่นใหม่นี่มันขี้แบนจริงๆ ใครทำอะไรไม่ถูกใจ มันก็โพสเรียกพวกมาแบนไปซะหมด” นี่เป็นความคิดเห็นที่มักจะมาควบคุมกับการรณรงค์คว่ำบาตรหรือแบนสินค้า ดารา หรือบริษัทต่างๆ ของฝั่งประชาธิปไตยอยู่เสมอ แต่จริงๆ แล้ววัฒนธรรมการคว่ำบาตรเพราะความเห็นต่างทางการเมืองไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน เพราะตั้งแต่ยุคกปปส.ก็เคยมีการแบนสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกด้วยเหตุว่าเป็นคนชังชาติ หรือแบนสินค้าจากฝั่งอเมริกา เพราะไม่อยากเป็นขี้ข้าฝรั่งมาแล้ว แต่เพราะทุกวันนี้สื่อโซเชี่ยลมีเดียเข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทำให้ดูเหมือนว่าวัฒนธรรมการคว่ำบาตรนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายและแพร่กระจายได้เร็วยิ่งกว่าเดิม แต่ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมนี้จะดูรุนแรง เหมือนเป็นเครื่องมือเอาไว้ล่าคนเห็นต่าง จริงๆ แล้วต้นตอของวัฒนธรรมนี้กลับมาจากการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิที่เท่าเทียมกันอย่างแท้จริง โดยเริ่มจากในปีค.ศ. 1955 หญิงผิวดำชื่อ “โรซ่า พาร์ค” ถูกตำรวจจับกุม ข้อหาไม่สละที่นั่งบนรถเมล์ให้คนผิวขาว ด้วยเหตุนี้ มาร์ติน ลูเทอร์ คิง จูเนียร์ ศาสนาจารย์และนักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมืองชาวแอฟริกัน-อเมริกัน จึงได้ออกมาเรียกร้องให้ทุกคนคว่ำบาตรการใช้รถเมล์ เพื่อต่อต้านความไม่เป็นธรรม ซึ่งการแบนดังกล่าวดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาถึง 381 วัน จนในที่สุดศาลก็ได้สั่งให้การแบ่งแยกสีผิวบนรถเมล์เป็นเรื่องผิดกฏหมาย เราจะเห็นได้ว่าการคว่ำบาตรนี้ไม่ได้เป็นการรังแกใคร แต่เป็นการแสดงจุดยืนในขอบเขตที่ตนเองสามารถกระทำได้ กล่าวคือคนผิวดำทั้งหลายต่างรู้ดีว่าตนเองไม่มีอำนาจพอที่จะไปสู้รบปรบมือกับคนผิวขาว ดังนั้นสิ่งที่พวกเขาทำได้คือการหันหลังให้คนเหล่านั้นเสีย เลิกสนับสนุน เลิกสนใจ ประหนึ่งว่าผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นไม่มีตัวตน ซึ่งคุณก็มีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบหรือเมินเฉยใครก็ได้ เช่น คุณไม่ชอบพวกนายทุน คุณก็หันหลังใส่เขาได้ เพราะไม่ว่าคนรวยจะผิดจริงหรือไม่ มันก็เป็นการแสดงจุดยืนของตัวคุณเองว่าคุณไม่ชอบคนเหล่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนที่นำวัฒนธรรมนี้มาใช้กลับเริ่มใส่อารมณ์ความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้จากการหันหลังให้ค่อยๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นการจับเหยื่อมาแขวนให้คนรุมด่าทอเพื่อความสะใจ ดังนั้นไม่ว่าฝ่ายไหน […]

admin

June 30, 2021

จับลูกบิดแล้วคิดถึงบ้าน : ตรรกะวิบัติแบบโยงมั่ว

สืบเนื่องจากกลุ่ม “ย้ายประเทศกันเถอะ” ที่มียอดผู้ติดตามพุ่งขึ้นหลายหมื่นคนในระยะเวลาอันรวดเร็ว ทำให้หลายคนเริ่มออกมา “แชร์ประสบการณ์” ว่าไม่มีที่ไหนสบายเหมือนบ้านเรา โดยในโพสหนึ่งเล่าว่าเขาเคยถอดถุงมือจับลูกบิดในวันที่อากาศหนาว ทำให้มือติดกับลูกบิดจนต้องเอาปากเป่า เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เขาตั้งคำถามขึ้นมาว่าเราจะมาทนใช้ชีวิตเป็นพลเมืองชั้นสองที่นี่ทำไม และตัดสินใจเดินทางกลับประเทศ อาจจะฟังดูน่าเห็นใจและคล้อยตาม แต่ทุกคนลองหยุด และหันมาคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลกันอีกสักครั้ง เรื่องนี้พูดถึงการเป็น “พลเมืองชั้นสอง” ซึ่งมีหมายถึง กลุ่มคนที่โดนเลือกปฏิบัติโดยภาครัฐ ทำให้ไม่ได้รับสิทธิเท่าเทียมกับคนอื่นในประเทศ เช่น ไม่มีสิทธิครองครองอสังหาริมทรัพย์ ไม่มีสิทธิ์ประกันตนเมื่อทำผิด ฯลฯ แต่การจับลูกบิดด้วยมือเปล่าเป็นเรื่องของสภาพอากาศที่ทุกคนล้วนโดนเท่ากันหมด ถ้าหากชาวต่างชาติถอดถุงมือจับลูกบิดที่เป็นน้ำแข็งก็มีโอกาสมือติดได้เหมือนกัน ดังนั้นจึงมาสรุปว่า “การเป็นพลเมืองชั้นสองมันแย่ เพราะจับลูกบิดแล้วมือติด” ไม่ได้ วาทกรรมจับลูกบิดแล้วคิดถึงบ้านนี้จึงเป็นการสรุปแบบไม่เหมาะสม (Irrelevant conclusion) ซึ่งเป็นการใช้ตรรกะวิบัติแบบหนึ่ง โดยผู้พูดจะอ้างถึงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง เพื่อเชื่อมโยงมาสรุปผลโดยที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน (โยงมั่ว) เช่น เคยเห็นนกบินได้ ดังนั้นหมูก็บินได้เช่นกัน  เราจะเห็นได้ว่าวาทกรรมนี้มันไม่เป็นเหตุเป็นผลกันเลยสักนิด แต่ที่ยังมีคนเชื่ออยู่ เพราะโพสนี้มีการใช้ตรรกะวิบัติอีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า Appeal to emotion นั่นคือการใช้ปฏิกิริยาทางอารมณ์มาโน้มน้าวแทนการใช้เหตุผล โดยการดึงคนที่มีประสบการณ์แย่ๆ เกี่ยวกับต่างประเทศให้มีอารมณ์ร่วม พร้อมกับการป้ายอคติใส่กลุ่มที่อยากย้ายประเทศว่าชังชาติ โลกสวย มองว่าประเทศอื่นดีกว่าประเทศตัวเอง ทั้งที่จริงแล้วไม่มีใครอยากเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงหรอก ถ้าหากคนเหล่านั้นไม่รู้สึกจนตรอกและหมดหวังกับประเทศนี้จริงๆ ดังนั้นก่อนที่คุณจะไปว่าร้ายใคร เราอยากให้คุณตั้งถามกับโพสนั้นให้มากๆ ว่า […]

admin

May 5, 2021

“ไม่ยอมรับการพ่ายแพ้” โรคหลงตัวเองที่คนเป็นมากขึ้น

ไม่นานมานี้เลยกับประเด็นที่อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยอ้างว่า มีการโกงเลือกตั้ง และพยายามหาวิถีทางกฎหมายต่อสู้ รวมถึงใช้ทวิตเตอร์ของตนเองโพสต์ปลุกกระแสให้คนที่เข้าข้างตน ไปบุกยึดธรรมเนียบขาว และในเหตุการณ์นี้เอง มีผู้เสียชีวิตไปถึง 5 คน ทำให้ทางทวิตเตอร์ต้องออกมาแบนทวิตของทรัมป์ไปในที่สุดในข้อหา “การสร้าง Fake News และปลุกปั่นประชาชนให้เข้าใจผิด” จากแค่คนคนหนึ่งไม่ยอมรับการพ่ายแพ้ ปลุกกระแสต่างๆ ขึ้น จนนำไปสู่การสูญเสียหลายๆ อย่าง โดยไม่นานมานี้มีนักวิชาการอาวุโสด้านจิตวิทยา “เอวิตา มาร์” จากมหาวิทยาลัย เฟเดอเรชัน ออสเตรเลีย ได้แสดงความเห็นว่า เหตุที่ทรัมป์ไม่ยอมรับการเลือกตั้งท่าเดียว อาจเป็นเหตุผลด้านจิตวิทยา ที่เรียกอาการว่า โรคหลงตนเองแบบคิดว่ายิ่งใหญ่และสำคัญ (grandiose narcissism) โดยอาการนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ “ทรัมป์ไม่ยอมรับการพ่ายแพ้” นักจิตวิทยา กล่าวว่าคนที่มีอาการแบบนี้ มักเป็นคนที่ชอบการแข่งขัน ชอบการมีอำนาจเหนือผู้อื่น และคิดว่าตัวเองเก่ง ฉลาดเกินความจริง จะอ้างเครดิตตัวเองทุกครั้งเมื่อประสบผลสำเร็จ และถ้าล้มเหลวจะโทษคนอื่น “เขาจะหาเหตุผลทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้เขาเป็นฝ่ายล้มเหลว” มาร์กล่าว แย่ไปกว่านั้นคือคนที่หลงตัวเองมากๆ อาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าเขากำลังหลอกตัวเองอยู่ ซึ่งทางจิตวิทยาเรียกภาวะนี้ว่า ภาวะการรับรู้ไม่ลงรอย (cognitive dissonance) โดยจะเกิดขึ้นเมื่อเวลาคนเราเชื่ออะไรอย่างหนึ่งมากๆ […]

admin

January 22, 2021

มีอะไรกับหนูแล้วมา “จับ” หนูทำไม?หยุด ล่อซื้อการค้าประเวณี

เป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อ 2 ปีที่แล้วที่มีเหตุการณ์ ตำรวจนายหนึ่งที่ใช้ “พ.ร.บ ค้าประเวณี” ล่อซื้อหญิงขายบริการ โดยเข้าไปตีสนิท ทำทีว่าจะมาจีบ หลอกให้หลงชอบแล้วทำให้เธอยอมไปมีอะไรด้วย หลังจากนั้นนายตำรวจผู้นี้ก็ได้เก็บเอาถุงยางเป็นหลักฐานเพื่อแจ้งจับเธอ พอเรื่องนี้ได้หลุดออกมาสู่สาธารณชน ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก จนเกิดเป็นกระแสรณรงค์ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจหยุดการกระทำแบบนี้ เพราะมันเป็นการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมเป็นอย่างมาก ซึ่งในประเทศไทยมีพนักงานบริการ (คนขายบริการทางเพศ) ประมาณ 3 แสนคน ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมามีการจับผู้เสียหายไม่น้อยกว่า 3 หมื่นคนโดยพวกเขาเหล่านั้น ถูกตัดขาดจากครอบครัว ถูกสอบปากคำอย่างหนัก และตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่นานหลายเดือน ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับบ้าน ทั้งหมดนี้กระทำภายใต้แผ่นป้ายชื่อว่า “การคุ้มครองเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์” แต่!! นั่นไม่ใช่การ ‘ค้ามนุษย์’ เพราะพวกเธอส่วนมากที่ถูกจับมาขายบริการโดย ‘สมัครใจ’ ในหลายประเทศที่มองว่าการค้าบริการไม่มีความผิด เพราะเป็นสิทธิส่วนบุคคลหรือ Right to Privacy ซึ่งมองว่าบุคคลมีสิทธิในเนื้อตัวและร่างกายของตัวเอง ถ้าบุคคลหนึ่งจะค้าบริการทางเพศก็ทำได้ แต่ต้องไม่จัดตั้งเป็นสถานบริการ “ซึ่งต่างจากของไทยซึ่งมี พ.ร.บ. คุ้มครองสถานบริการ แต่กลับมีการไล่จับกุมบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการขายบริการ” มันย้อนแย้งตรงที่ว่า ประเทศไทยเองเคยได้ร่วมลงนามอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือซีดอ (CEDAW) โดยในอนุสัญญานี้มีเนื้อหาอยู่ตอนหนึ่งว่า ‘ให้ยกเลิกความผิดทางอาญาที่เกี่ยวกับการค้าประเวณี’ และให้คุ้มครองสิทธิผู้ขายบริการโดยสมัครใจ […]

admin

November 23, 2020

อำนาจของ ‘สื่อ’ น่ากลัวกว่าที่คิด

คุณเคยชอบอะไรสุดๆ หรือเคยเกลียดอะไรสุดๆ ไหม?ไม่ชอบแบบไม่มีเหตุผล เกลียดแบบไม่มีคำอธิบาย หรือชอบเพราะคนอื่นเขาชอบ ทำเพราะคนอื่นเขาทำ ความเชื่อบางอย่างมันอาจไม่ได้เป็นแบบที่คุณเคยเรียนหรือฟังมาเสมอไป ถึงแม้บางครั้งอาจจะมีความสงสัยอยู่ลึกๆ แต่จิตใต้สำนึกกลับเบรกความคิดคุณไว้ มีทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมันจะครอบงำความคิดของคุณตั้งแต่เกิดยันตาย มันชื่อว่า “Propaganda” หรือการล้างสมองผ่าน ‘สื่อ’ ในอดีตการ Propaganda มักถูกใช้ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการ ที่ต้องใช้ ‘สื่อ’ ในการควบคุมความเชื่อของประชาชนเพื่อป้องกันการต่อต้าน ไม่ว่าจะเป็น การดู การฟัง การอ่าน มันคือเครื่องมือการสร้างผลประโยชน์ให้กับชนชั้นผู้ปกครอง สามารถสร้างสิ่งถูกให้เป็นผิด ชี้ดำให้เป็นขาว ขอแค่คงไว้ซึ่งการมี ‘อำนาจ’ เท่านั้น ย้อนไปในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คงไม่มีใครไม่รู้จัก อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ (Adolf Hitler) ผู้สังหารชาวยิวไปกว่าล้านคน เป็นอาชญากรของโลก แต่เชื่อหรือไม่ว่าในช่วงที่เขาเรืองอำนาจนั้น กลับเป็นที่รักและเคารพอย่างยิ่งในหมู่ประชาชนชาวเยอรมัน เขาไม่ใช่แค่ผู้นำประเทศ แต่เขาคือศูนย์รวมทางจิตวิญญาณที่จะพาชนชาติเยอรมันไปสู่ความยิ่งใหญ่ ผ่านลัทธินาซี (Nazi) พรรคนาซีนั้น “ได้ควบคุมสื่อทั้งหมดในประเทศมาอยู่ในมือ” ฮิตเลอร์ถึงขนาดก่อตั้งกระทรวงที่มีชื่อว่า “กระทรวงโฆษณาการ” เพื่อสนับสนุนอุดมการณ์ของระบอบนาซี โดยควบคุม สื่อ ข่าว วรรณคดี […]

admin

October 21, 2020

SOTUS = เผด็จการ “อำนาจนิยม” ที่ซ่อนอยู่ในรูปปัญญาชน

ในปัจจุบันในหมู่คนหนุ่มสาวที่ออกมาเรียกร้อง “ประชาธิปไตยที่เต็มใบ” ในสังคมไทยเริ่มมีมากขึ้นโดยใช้หลัก Human rights (สิทธิมนุษยชน) มาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับระบบเผด็จการอำนาจนิยม โดยมีนิสิตนักศึกษาเป็นจำนวนมากในการต่อสู้ครั้งนี้ แต่ที่น่าแปลกคือในรั้วมหาวิทยาลัยในปัจจุบัน ยังมีวัฒนธรรม SOTUS ที่แฝงมาในระบบอาวุโส (Seniorism) มันคือ ‘Soft Power’ ของระบบเผด็จการที่ “สร้างคน” โอนอ่อนต่อการถูกกดขี่ “มาก่อนเป็นพี่ มาหลังเป็นน้อง มาพร้อมกันเป็นเพื่อน” เป็นวาทกรรมแสดงให้เห็นถึง “การอวดเบ่งทางอำนาจ” ที่ผู้อาวุโสกดทับผู้น้อย มีกฎสร้างขึ้นโดยรุ่นพี่เช่น การให้แขวนป้ายชื่อ ให้ไหว้รุ่นพี่ทุกคนที่เดินผ่าน ห้ามทำสีผม ทำสมุดล่าลายเซ็นรุ่นพี่ มิวายโดนส่งให้ไปคุยกับต้นไม้ เต้นกลางโรงอาหาร โดยมีข้ออ้างที่สำคัญคือเพื่อละลายพฤติกรรมรุ่นน้อง เพราะมาจากร้อยพ่อพันแม่ ทั้งบ้านรวย บ้านจน นิสัยต่างกัน ดังนั้นรุ่นพี่เลยสร้างกฎเพื่อไม่ให้เกิดความแตกต่าง เพื่อให้สามัคคีกัน เราเรียกสิ่งนี้ว่า ‘การเมืองของอัตลักษณ์’ คือการ ‘สร้างความเหมือน’ เป็นวิธีคิดแบบห้ามคิดต่าง ใครที่คิดต่างไม่เห็นด้วยจะถูกเตะออกจากรุ่น “ทนไม่ได้ ก็ลาออกไป” มักเป็นคำพูดไม้ตายสุดท้ายให้กับคนที่ไม่เอารุ่น คนที่ไม่ยอมทำตาม แล้วจะถูกลงโทษทางสังคม เช่นการโดนแบนจากรุ่นพี่หรือรุ่นตัวเอง มันไม่ต่างจากการล่าแม่มด ไม่แปลกที่สังคมเราในปัจจุบันยังไม่ค่อยยอมรับความต่าง จึงเกิด Hate […]

admin

October 19, 2020
1 2