ยิ่งกว่า Burn out! ภาวะว่างเปล่าที่เหมือนอยู่แต่กาย แต่จิตใจตายไปแล้ว

ยิ่งกว่า Burn out! ภาวะว่างเปล่าที่เหมือนอยู่แต่กาย แต่จิตใจตายไปแล้ว ช่วงโควิดที่ผ่านมานี้ เราคงจะเคยได้ยินคำว่าอาการหมดไฟ (Burn out) กันอยู่บ่อยๆ เพราะความเครียดที่สะสมจากการทำงาน แต่อาการ Burn out สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนบรรยากาศ ออกไปพักกายพักใจให้หายเหนื่อย แต่นอกจากอาการ Burn out แล้ว โควิดยังนำพาอีกอาการหนึ่งที่หนักกว่าการ Burn out มาให้ใครหลายคนด้วย! อาการนี้เรียกว่า “languishing” หรือก็คือความรู้สึกว่างเปล่า เฉยชา ไม่ยินดียินร้ายกับอะไรทั้งนั้น ซึ่งมันอาจฟังดูคล้ายอาการ Burn out แต่หนักกว่าตรงที่อาการนี้ไม่จำกัดอยู่เฉพาะแต่เรื่องงานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องอื่นๆ ในชีวิต เช่น ต่อให้มีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นเราหรือคนใกล้ตัว หรือมีเรื่องที่น่ายินดีเกิดขึ้น เราก็จะไม่รู้สึกเชื่อมโยงกับมัน เหมือนเจ็บปวดแต่ก็เหนื่อยที่จะรู้สึก รวมไปถึงการสูญเสียเป้าหมายในชีวิต ไม่มีอะไรให้ตั้งตาคอย แค่มีชีวิตอยู่เพื่อให้ผ่านไปวันๆ ด้วย อาการ languishing นี้ยังไม่ถูกบรรจุเป็นอาการทางจิตโดยตรง แต่คาดว่าน่าจะเกิดจากความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ ทำให้ร่างกายเราปฏิเสธที่จะรับรู้ ซึ่งดร. Martin Seligman นักจิตวิทยาผู้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับอารมณ์เชิงบวก ก็ได้แนะนำวิธีฟื้นตัวจากอาการ languishing […]

admin

February 21, 2022

นโยบายกระตุ้นการมีลูกแต่ละประเทศ มีอะไรบ้าง?

วันวาเลนไทด์ที่ผ่านมานี้ หลายคนคงได้ไปซื้อของขวัญหรือพาคนรักออกไปเดท แต่เมื่อพูดถึงแพลนในอนาคตที่ต้องแต่งงานมีลูกกันแล้ว หลายคนอาจจะส่ายหน้า ไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่งงาน แต่เพราะไม่อยากมีลูก!  ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่มีลูกกันน้อยลงมีให้เห็นได้ในหลายประเทศ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในอนาคต ทางรัฐบาลเลยต้องพยายามคิดค้นนโยบายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกขึ้นมา  อย่างเช่นในประเทศเกาหลีใต้ก็เคยออกนโยบายแปลกๆ ที่กำหนดให้ทุกบริษัทเลิกงานตอน 1 ทุ่มครึ่ง ในวันพุธที่ 3 ของทุกเดือน เพราะทางรัฐเชื่อว่าถ้าคนทำงานน้อยลง กลับบ้านให้เร็วขึ้น ก็จะมีแรงและเวลาเหลือพอที่จะผลิตลูก ทว่าผลลัทธ์ที่ได้กลับยังดูไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เกาหลีใต้เลยยังคงต้องพยายามผลักดันนโยบายใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ โดยล่าสุดก็มีการเปิดเผยว่าจะให้เงินสนับสนุนรายเดือนจำนวน 300,000 วอน (ประมาณ 8,205 บาท) ต่อเด็กทารก 1 คน ตั้งแต่แรกคลอด และจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 วอน (13,676 บาท) ภายในปีค.ศ. 2025 ส่วนทางประเทศญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่ามีปัญหาขาดแคลนประชากรอยู่เรื่อยๆ เมื่อปีค.ศ.2015 อัตราการเกิดกลับเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย เพราะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการบริหารส่วนท้องถิ่นด้วย อย่างนโยบายให้เงินช่วยเหลือพ่อแม่ที่อาศัยอยู่ในโตเกียวจำนวน 1,700 ดอลลาร์ (55,433 บาท) ต่อการเกิดของเด็ก 1 คน แล้วถ้าหากเป็นลูกคนแรกก็จะได้เพิ่มอีก […]

admin

February 15, 2022

“แบ๊ว” ไม่ได้แปลว่า “ปลอม” : ทำไมคนถึงเกลียดผู้หญิงแอ๊บแบ๊ว

ถ้าหากผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ตัวเล็ก ใส่ชุดเดรสหวานๆ ล้มต่อหน้าผู้ชาย พร้อมส่งเสียงร้องโอ๊ยออกมาแบ๊วๆ สิ่งแรกที่หลายคนคิดโดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกันเอง (แต่ไม่ใช่ *ทุกคน* ที่คิดแบบนี้) มักจะเป็น “ปลอมว่ะ” “อินี่แรดเงียบ” “อยากได้ผู้ชายแน่ๆ” แต่ถ้าหากกลับกันคนที่ล้มเป็นผู้หญิงที่ไม่ตรงกับ Beauty standard ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ล้มต่อหน้าผู้ชายบ้าง คนส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกต่อต้านขนาดนั้น สิ่งนี้เรียกว่า “Internalized Misogyny” หรือก็คือการกดทับเพศหญิง “โดยผู้หญิงด้วยกันเอง”  สาเหตุหนึ่งเกิดจากแนวคิดปิตาธิปไตยที่มีเพศชายเป็นศูนย์กลาง การมีอยู่ของผู้หญิงจึงเป็นไปเพื่อสนองความพึงพอใจของผู้ชายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อมีผู้หญิงคนนึงทำตัวโดดเด่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวเซ็กซี่ แต่งตัวน่ารัก หรือทำตัวแบ๊วๆ สังคมก็มักจะผูกโยงเข้ากับผู้ชายทันทีว่า “ทำแบบนี้พยายามอ่อยล่ะสิ” ทั้งที่จริงแล้วมันอาจจะเป็นแค่สไตล์หรืออุปนิสัยของผู้หญิงคนนั้นก็ได้ ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากการพยายามปลดแอคแบบผิดๆ ของผู้หญิงที่โดนกดทับด้วยสังคมปิตาธิปไตย เพราะสังคมแบบนี้มักคาดหวังให้ผู้หญิงทำตัวเรียบร้อยน่ารัก ผู้หญิงที่พยายามดิ้นรนออกจากสังคมปิตาธิปไตยจึงมีแนวโน้มที่จะพยายามทำตัวให้แตกต่างว่า “ฉันไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไปนะ” (I’m not like other girls) โดยการทำตัวห้าวๆ ลุยๆ ไม่พึ่งพาผู้ชาย แต่งตัวทะมัดทะแมงหรือเฟียร์สไปเลย  ซึ่งการกระทำดังกล่าวมันก็ไม่ผิด แต่หลายครั้งที่ความพยายามนี้มักเผลอไปกดทับผู้หญิงด้วยกันเองโดยไม่รู้ตัว เช่น การตัดสินว่าผู้หญิงที่ทำตัวแบ๊วว่าโง่ อ่อนแอ พึ่งพาแต่ผู้ชาย หรือหนักกว่านั้นคือการทำตัวหยาบคายแล้วบอกว่ามันคือ […]

admin

February 8, 2022

คนตระกูลเดียวกัน แต่ทำไมเราไม่เท่ากัน

วันตรุษจีนผ่านไปแล้ว หลายคนคงได้มีโอกาสกลับไปรวมญาติ ดื่มกินสังสรรค์ เคารพบรรพบุรุษ …รวมถึงได้กลับไปเจอความไม่เท่าเทียมกันในสังคมแบบจีนๆ ด้วย ถึงแม้ว่าในยุคนี้ความไม่เท่าเทียมกันอาจจะเบาบางลงแล้ว แต่ในบางบ้านก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ เช่น การสปอยลูกชายให้ได้กินของดีกว่า ได้อั่งเปามากกว่า ถูกตามใจมากกว่า การกดขี่สะใภ้ที่แต่งเข้ามาในบ้านราวกับเป็นคนรับใช้ หรือการดูแลหลานในดีกว่าหลานนอก เป็นต้น ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันนี้ หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า มันเกิดจากความเชื่อที่ว่า “ลูกชายใช้สืบสกุล ส่วนลูกสาวต้องแต่งออกจากบ้านไปเป็นของคนอื่น” คนจีนเลยให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว หลานในดีกว่าหลานนอก และมองสะใภ้แต่งเข้าเป็นแค่คนรับใช้ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่าความไม่เท่าเทียมทางเพศนี้มีที่มาที่ไปจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่ 1.แนวคิดของขงจื๊อ แนวคิดนี้เชื่อว่าถ้าทุกคนเป็นคนดี บ้านเมืองก็จะสงบสุข ดังนั้นจึงมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนไว้ชัดเจน เช่น ลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ สามีต้องเป็นผู้นำ ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี ฯลฯ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้น 2.นโยบายลูกคนเดียว ในช่วงประมาณปีค.ศ.1949-1976 คนจีนนิยมมีลูกเยอะๆ เพื่อที่ลูกชายจะได้ออกไปทำงาน เพราะค่าแรงของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง ส่วนลูกสาวก็ให้แต่งออกและเก็บสินสอด อีกทั้งยิ่งมีลูกเยอะเท่าไหร่ วงศ์ตระกูลก็จะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้ทำให้เกิดปัญหาประชากรล้นประเทศ ทางรัฐบาลเลยต้องออกนโยบายลูกคนเดียวขึ้นมา และเมื่อสามารถเลือกมีลูกได้แค่คนเดียว ส่วนใหญ่เลยอยากมีลูกชายมากกว่า เพราะทำกำไรได้มากกว่าในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ระบบการศึกษา เศรษฐกิจ และค่านิยมอื่นร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากตระกูลไหนยังยึดถือความเป็นพวงพ้องและอยากให้คนในตระกูลรักกันมากๆ อยู่ […]

admin

February 1, 2022

มายาคติส่งพ่อแม่ไปรพ.บ้า = อกตัญญู

“ให้พ่อแม่ไปอยู่รพ.บ้า บาปกรรมมาก” “แม่รักลูกและหวังดีเสมอ แต่ลูกกลับหาว่าแม่เป็นบ้า!?” นี่เป็นคอมเมนต์ส่วนหนึ่งจากข่าวที่ เสือ เสฏกานต์ ลูกชายของ เสก โลโซ ได้ยื่นขอความคุ้มครองจากศาล ไม่ให้ กานต์ วิภากร แม่ของตนเองเข้าใกล้ในลักษณะคุกคามหรือด่าทอ รวมถึงขอให้แม่ได้เข้ารับการตรวจสภาพจิตด้วย ซึ่งคอมเม้นต์ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทิศทางเห็นด้วย เพราะกานต์มีอารมณ์รุนแรงและเคยโพสภาพตนเองถือปืนลงบนโซเชี่ยลมีเดีย จึงมีความเป็นไปได้ว่าเธออาจจะทำร้ายตัวเองหรือคนรอบข้างได้ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีคนอีกจำนวนนึงที่เห็นว่าไม่เหมาะสมตามคอมเมนต์ที่หยิบยกมาข้างต้น ซึ่งนี่แสดงให้เห็นถึงมายาคติที่ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทยว่าการมีปัญหาทางจิต หรือการ “เป็นบ้า” เป็นสิ่งที่เลวร้าย โดยส่วนนึงอาจเกิดจากการสร้างภาพจำของสื่อสมัยก่อนที่ตัวร้ายมักได้รับผลกรรมโดยการกลายเป็นบ้า หรือภาพของผู้ป่วยจิตเวชที่ต้องมีอาการคลุ้มคลั่ง กรีดร้อง ดูน่ากลัวตลอดเวลา ทำให้หลายคนกลัว “การเป็นบ้า” และ “รพ.บ้า” ทั้งที่จริงแล้วผู้ป่วยจิตเวชไม่ได้น่ากลัวแบบนั้น และอาการป่วยทางจิตนั้นมีหลายประเภท ทั้งโรคซึมเศร้า โรคแพนิค โรคอารมณ์สองขั้ว ฯลฯ ซึ่งใครๆ ก็สามารถเป็นโรคเหล่านี้ได้เช่นเดียวกับการเจ็บป่วยทางกาย ดังนั้นถ้าหากพ่อแม่ป่วย ลูกที่ดีก็ควรพาพ่อแม่ไปหาหมอผู้เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะได้ทำการรักษาและกลับมาอยู่ด้วยกันอีกครั้ง ไม่ใช่อ้าแขนรับเชื้อจากพ่อแม่และกอดคอกันตายไปด้วยกันแล้วจึงจะเรียกได้ว่า “กตัญญู”

admin

December 30, 2021

วิ่งการกุศล แต่ทำไมคนไม่อินแล้ว?

เมื่อ 4 ปีก่อน พี่ตูน บอดี้แสลม ได้ออกมาวิ่งการกุศลเพื่อหาเงินบริจาคช่วย 11 โรงพยาบาล ภายใต้ชื่อโครงการ “ก้าวคนละก้าว” ซึ่งโครงการนี้ก็มีคนตอบรับอย่างล้นหลาม และในปลายปีนี้พี่ตูนก็ได้กลับมาอีกครั้งกับโครงการ “ก้าวเพื่อน้องปีที่ 2” ที่จะวิ่ง 109 กม. เพื่อขอเงินบริจาคเป็นทุนเรียนต่อให้กับเด็กที่กำลังจะหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวน 109 คน โดยจะเริ่มวิ่งตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ปีพ.ศ.2565 นี้ แต่แทนที่คนจะสนับสนุนเหมือนเมื่อก่อน กลับเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างหนาหู ทั้งที่พี่ตูนก็วิ่งเหมือนเดิม แต่ทำไมหลายคนกลับไม่อินแล้ว? ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเมื่อคนเราบริจาคไป เราไม่ได้ให้เปล่า แต่ “ให้” ด้วยความรู้สึกว่าการช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ นี้จะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างให้ดีขึ้น เหมือนกับคอนเซ็ปต์โครงการก้าวคนละก้าวที่บอกว่า เงินบริจาคเพียงแค่คนละ 9 บาท เมื่อนำมารวมกันก็สามารถกลายเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ได้  คอนเซ็ปต์นี้มันเต็มไปด้วยความหวังและความฝัน ก่อนที่ปีนี้เราจะถูกตบหน้าด้วยความจริงว่า “ต่อให้บริจาคเท่าไหร่ก็ไม่มีอะไรเปลี่ยน” เพราะสิ่งที่พังนั้นมันพังตั้งแต่การวางระบบแล้วว่า งบประมาณที่ควรเอามาใช้แก้ไขปัญหานี้มันอยู่ไหน ก่อนหน้านี้เอาไปใช้อะไรหมด ทำไมถึงบริหารได้ไม่เพียงพอ การบริจาคจึงเป็นเหมือนยาชาที่ช่วยให้คนไข้ไม่รู้สึกเจ็บปวดเพียงชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะให้ยาชามากมายเพียงใด คนไข้ก็ไม่มีทางหายจากอาการป่วยอยู่ดี ดังนั้นหลายคนจึงมองว่าควรแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือเรียกร้องให้มีการจัดการระบบใหม่อย่างเป็นธรรมและตรวจสอบได้ งบประมาณส่วนไหนไม่จำเป็นก็ตัดออก จะได้มีเงินมาโปะส่วนนี้บ้าง แล้วถ้าเราทำได้ […]

admin

December 21, 2021

ตีราคาผู้หญิงเป็นสินค้าด้วย “สินสอด”

“เรียกสินสอดเป็นแสน แต่เจียวไข่ไม่เป็นนี่ไม่เอานะ” “ไม่มีสกิล = ฟรี ก็ถูกแล้วป่ะ?” หลายคนคงเคยเห็นโพสทำนองนี้ผ่านตากันมาบ้างไม่มากก็น้อย ทั้งที่เดิมทีแล้ว “สินสอด” มีไว้เพื่อเป็นค่าน้ำนมที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงอุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้าสาวมา กับอีกเหตุผลนึงคือเป็นหลักประกันว่าเจ้าบ่าวมีฐานะดีพอที่จะเลี้ยงดูเจ้าสาวได้ แต่นั่นเองที่ทำให้ภาระการหาเงินให้เพียงพอต่อค่าสินสอดตกมาอยู่ที่ฝ่ายชาย ถึงขนาดที่บางคนต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อให้ได้แต่งงานกับผู้หญิงที่ตนรัก และเมื่อมีฝ่ายหนึ่งต้องจ่าย ฝ่ายนั้นก็ย่อมคิดถึง “ความคุ้มค่า” กับราคาที่ต้องเสียไป ซึ่งส่วนหนึ่งอาจตีราคาผู้หญิงจากสกิลที่ตนเองมองว่าเป็นประโยชน์ เช่น ทำกับข้าวได้ ทำความสะอาดบ้านเป็น โดยอาจมองข้ามสกิลอื่นๆ เช่น ทำงานเก่ง เข้าสังคมเก่ง มีความฉลาดหลักแหลม ฯลฯ เพราะสกิลงานบ้านมันอาจดูจับต้องได้มากกว่า หรือผู้ชายกลุ่มนั้นรู้สึกว่าสกิลงานบ้านมีประโยชน์ต่อชีวิตเขามากกว่า แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหน ผลลัทธ์ที่ออกมามันก็ใกล้เคียงกันคือ “ทำให้ผู้หญิงถูกตีราคาประหนึ่งสิ่งของ” มันจึงนำไปสู่คำถามว่าแล้วทุกวันนี้สินสอดยังจำเป็นอยู่มั้ย? ถ้าหากผู้หญิงไม่อยากถูกตีราคา งั้นก็ควรยกเลิกระบบสินสอดไปเลยไม่ดีกว่าหรือ?  คำตอบนี้อาจขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ผู้หญิงสมัยใหม่ที่มั่นใจว่าตนเองมีดีกว่าแค่งานบ้านอาจไม่ต้องการสินสอดก็ได้ ในทางกลับกันผู้หญิงแบบอนุรักษ์นิยมที่ต้องการสินสอดเป็นหลักประกันเองก็ไม่ใช่เรื่องผิด เพียงแค่คุณต้องตกลงกับคนรักของคุณให้ได้ ถ้าติดปัญหาอย่างไรก็ให้หาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่ปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับกรรมอยู่คนเดียว แต่ถ้าจนแล้วจนรอดอีกฝ่ายก็ยังคงยืนยันว่าจะไม่จ่าย เพียงเพราะคุณไม่มีคุณสมบัติคุ้มค่าสินสอด มันก็อาจจะถึงเวลาแล้วที่คุณกับคนรักต้องแยกทางกันไป เพื่อที่เขาจะได้ไปตามหาคนที่ “คุ้มค่าคุ้มราคา” กว่า ในขณะที่คุณเองก็ได้มองหาคนที่จะมองเห็น “คุณค่า” ในตัวคุณด้วยเช่นกัน

admin

December 9, 2021

คำวินิจฉัยในประเทศที่มี “ศีลธรรมอันดี” แต่ “ไม่เท่าเทียม”

หลังจากที่เมื่อวาน (วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2564) มีคำวินิจฉัยเรื่องสมรสเท่าเทียมถูกเผยแพร่ออกมา แทนที่ประชาชนจะสิ้นสงสัย กลับกลายเป็นประชาชนเกิดคำถามมากมายตามมาเข้าไปอีก เช่น 1. “ความหมายของการสมรส คือ ความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์” ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมคู่แต่งงานชายหญิงบางคู่ที่ไม่มีลูก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองคนเป็นหมันจึงยังคงได้สิทธิ์สมรสอยู่? 2. “คู่แต่งงานชายหญิงมีการส่งต่อความผูกพันระหว่างพ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ซึ่งกลุ่มความหลากหลายทางเพศไม่อาจสร้างความละเอียดอ่อนดังกล่าวได้” ความผูกพันอันละเอียดอ่อนที่ว่านี้คืออะไร? แล้วทำไมกลุ่ม LGBTQIA+ จะรักครอบครัวและญาติพี่น้องของตัวเองเหมือนคนปกติทั่วไปไม่ได้? แล้วถ้าหากความผูกพันเฉกเช่นครอบครัวคือจำเป็นต้องมีทายาททางสายเลือดเท่านั้น มันก็จะวกกลับไปที่ข้อ 1 ว่าแล้วคู่แต่งงานที่รับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงหรือไม่มีบุตรเลยทำไมถึงยังได้สิทธิ์สมรสอยู่? 3. “หากวิทยาการก้าวหน้ามีการค้นพบรายละเอียดเพิ่มเติมว่าสัตว์โลกบางประเภทมีพฤติกรรมแปลกแยกออกไป ให้จัดเป็นกลุ่มต่างหากเพื่อศึกษาต่อ” ในทางธรรมชาติพฤติกรรมรักร่วมเพศของสัตว์ถือเป็นเรื่องปกติ เช่น การรักร่วมเพศของโลมาปากขวด ลิงแม็กแคก ลิงโบโนโบ หงส์ หรือแม้กระทั่งสิงโต เพราะสำหรับสัตว์หลายชนิด เซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการสืบพันธ์ุ แต่เป็นเรื่องของการหาความสุข การเข้าสังคม หรือแม้แต่การสร้างความแน่นแฟ้นในกลุ่มด้วย  เช่นเดียวกับนักรบกรีกโบราณหรือพิธีชูโดของซามูไรในสมัยก่อน ที่นักรบอาวุสโสต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเด็กหนุ่มอ่อนประสบการณ์ เพื่อที่นักรบอาวุสโสจะได้ดูแล สอนวิชา และปกป้องเด็กเหล่านั้นให้อยู่รอดปลอดภัยในสังคม ดังนั้นเราจึงไม่อาจฟันธงได้ว่าอะไรคือความถูกต้อง อะไรคือความแปลกแยก […]

admin

December 3, 2021

คอสเพลย์พระพุทธเจ้า : ศิลปะหรือการลบหลู่

เมื่อวันฮาโลวีนที่ผ่านมาเกิดกระแสดราม่าที่รุนแรงขึ้นเมื่ออินฟูเอนเซอร์ชื่อดังคนนึงทำคอนเทนต์ในธีม “ความเชื่อและศาสนา” โดยเธอได้แต่งตัวเป็นเทพและศาสดาจากศาสนาต่างๆ เช่น พระแม่กาลี เจ้าแม่กวนอิม พระเยซู เทพอนูบิส และท้ายที่สุดคือ “พระพุทธเจ้า” ซึ่งทำให้ชาวพุทธส่วนหนึ่งไม่พอใจ ด้วยรู้สึกว่าอินฟูเอนเซอร์คนดังกล่าวกำลังล้อเล่นกับความเชื่อของคนอื่นอยู่ ถ้าเช่นนั้นแล้วการนำเสนอศาสนามาในรูปแบบใหม่ควรถูกมองว่าเป็น “ศิลปะ” หรือ “การลบหลู่” กันแน่ ความขัดแย้งระหว่างสองสิ่งนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นที่ไทยเป็นครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ฝรั่งเศส เมื่อนิตยสารชาร์ลีเอ็บโดของฝรั่งเศสตีพิมพ์รูปการ์ตูนล้อเลียนศาสดามุฮัมมัด ในปีค.ศ. 2005 ซึ่งภาพดังกล่าวนี้ก็สร้างความไม่พอใจให้กับชาวมุสลิมเป็นอย่างมาก แต่ทางสำนักพิมพ์ก็ยังคงตีพิมพ์การ์ตูนล้อเลียนต่อไปเรื่อยๆ โดยมองว่านี่เป็นเสรีภาพในการแสดงออก จนกระทั่งในวันที่ 7 มกราคม ค.ศ.2015 มีชาวมุสลิมสองคนบุกเข้าไปในสำนักงานนิตยสารชาร์ลีเอ็บโดและก่อเหตุกราดยิงขึ้น จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีคนเสียชีวิตไปทั้งสิ้น 12 ศพ ต่อมาในวันที่16 ตุลาคม ค.ศ.2020 ซามูแอล ปาตี ครูโรงเรียนมัธยมสัญชาติฝรั่งเศสก็ได้นำภาพการ์ตูนดังกล่าวไปสอนในชั้นเรียนภายใต้หัวข้อ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” แต่ภายหลังเขากลับโดนวัยรุ่นชาวมุสลิมฆ่าตัดคอ เนื่องจากมองว่าครูกำลังดูหมิ่นศาสนาของเขา แน่นอนว่าการทำร้ายคนอื่นย่อมไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการแตะต้องสิ่งที่คนอื่นรักและบูชาเยี่ยงชีวิตจะไม่ก่อให้เกิดความโกรธแค้นของคนกลุ่มนั้น ท้ายที่สุดแล้วเราอาจต้องตัดสินใจเลือกกันเอาเองว่าเราอยากจะให้ศาสนาพุทธเป็นแบบไหน อยากให้รักและเทิดทูนเหนือสิ่งอื่นใดเหมือนมุสลิม หรืออยากเปิดกว้างและมองมันเป็นศิลปะเหมือนฝรั่งเศส

admin

November 2, 2021

Squid Game เกาหลีเห็นเงิน ไทยเห็นความรุนแรง

เมื่อกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา ทาง Netflix ได้มีการฉายซีรีย์เรื่อง Squid Game ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการเล่นเกมที่พระเอกต้องดิ้นรนเอาตัวรอด ต่อมาซีรีย์นี้ก็ดังเป็นพลุแตกขนาดที่รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องออกมาเตือน เพราะเกรงว่าเยาวชนจะเสพติดความรุนแรงและเกิดเป็นพฤติกรรมเลียนแบบ  แต่คำถามถัดมาคือ “เลียนแบบอะไร?” เลียนแบบพฤติกรรมการเอาตัวรอดทั้งที่ไม่มีเหตุจูงใจให้ต้องฆ่า? มโนว่าตัวเองเป็นตัวร้าย (เพราะพระเอกไม่ได้ฆ่าใครเลยตลอดทั้งเรื่อง) ทั้งที่ในเรื่องก็สื่อให้เห็นอยู่แล้วว่านี่เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม การฆ่าคนในเกมนี้เป็นสิ่งน่ากลัวและสะเทือนใจ ผิดกับละครสมัยก่อนที่ข่มขืนนางเอกแล้วได้เป็นพระเอก?  มันก็อาจจะเป็นไปได้ ถ้าเด็กคนนั้นหัวอ่อนมากๆ แต่ก็ไม่ใช่เด็กทุกคนที่จะไม่มีวิจารญาณ แล้วถ้าหากเด็กไม่สามารถแยกแยะระหว่างหนังกับโลกแห่งความจริงได้ตั้งแต่แรก ต่อให้ไม่ดู Squid Game เด็กก็อาจจะเลียนแบบความรุนแรงจากคนรอบตัว ข่าว หรือสื่ออื่นๆ ได้อยู่ดี แล้วเท่าที่เห็นตอนนี้ก็ยังไม่มีใครลักพาตัวคนอื่นมาเล่นเกม หรือเอามีดไปจ้วงแทงคนอื่นเพราะมโนว่าตัวเองเป็นผู้เข้าแข่งขัน แต่มีคนจากหลากหลายประเทศพยายามหัดทำขนมน้ำตาลและเอามาแกะเล่นให้เห็นอยู่เต็มยูทูป ไม่เพียงเท่านี้ แต่ใน ebay ก็มีคนเซิร์สหาชุดเสื้อและกางเกงวอร์มสีเขียวแบบพระเอก ชุดผ้าร่มสีชมพูเข้มแบบของผู้คุม ฯลฯ เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากช่วงนี้ก็ใกล้เทศกาลฮาโลวีนแล้ว หรือแม้แต่แบรนด์ Zavvi ที่ได้ลิขสิทธิ์ในการผลิตและจัดจำหน่ายรองเท้าผ้าใบสีขาวเรียบๆ แบบที่ผู้เล่นเกมในซีรีย์ใส่จนมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 7,800% เรียกได้ว่าอุตสาหกรรมบันเทิงเกาหลีกำลังสร้างเม็ดเงินมหาศาล และคาดว่าในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้จะเป็นที่ต้องการจากทั่วโลกทัดเทียมกับฮอลลีวู้ด …แล้วหันกลับมาดูที่ประเทศไทย ผู้ใหญ่บ้านเรายังกลัวเด็กจะเอามีดไปแทงคนเลียนแบบซีรีย์อยู่เลย

admin

October 11, 2021
1 2 8