จิมิดำเพราะผ่านผู้ชายมาเยอะ?

นับเป็นความเชื่อผิดๆ ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานว่า “อวัยวะเพศหญิง” หรือ “จิมิ” ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจะต้องมีสีชมพูสดใสเหมือนกลีบดอกไม้แรกแย้ม แต่ในความเป็นจริงแล้วสีของจิมินั้นจะเข้มหรืออ่อนก็ได้ แล้วมันก็ไม่ได้เกี่ยวพันอะไรกับประสบการณ์ทางเพศด้วย! ต้นตอของความเชื่อผิดๆ นี้เกิดขึ้นจาก “ความไม่รู้” เพราะเราไม่รู้ว่าสีของจิมิเกิดจากอะไร เราจึงอนุมานเอาโดยใช้หลักการเดียวกับอวัยวะอื่นๆ ว่าถ้าอวัยวะใดถูกใช้บ่อยๆ มันก็จะด้านและกลายเป็นสีดำคล้ำเหมือนกับข้อศอกหรือหัวเข่า ดังนั้นจิมิที่ดีและบริสุทธิ์จึงควรเป็นสีชมพูเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนี้ เราก็ได้ค้นพบแล้วว่าสีของจิมิเกิดจาก “ดีเอ็นเอ” ของแต่ละบุคคลเช่นเดียวกับสีผิวหรือสีตา ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีสีใกล้เคียงกับริมฝีปากหรือหัวนม แต่ในบางครั้งก็อาจจะมีสีเข้มไปกว่านั้นได้ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด แต่น่าเศร้าที่วาทกรรมดังกล่าวถูกนำไปยึดโยงกับแนวคิดชายเป็นใหญ่ว่า ผู้หญิงจะต้องรักนวลสงวนตัวและสะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ ทำให้หลายคนใช้สิ่งนี้ในการลดทอนคุณค่าของผู้หญิงคนอื่นว่าผ่านผู้ชายมาเยอะ เพียงเพราะเขาเกิดมาพร้อมกับสีอวัยวะเพศที่ไม่ตรงตามบรรทัดฐานของสังคม (ทั้งที่ต่อให้เขาผ่านศึกมาเยอะจริง มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา) อีกทั้งสื่อในอุตสากรรมหนังโป๊ยังตอกย้ำค่านิยมจิมิขาวอมชมพูซ้ำๆ ไม่ต่างอะไรจากสื่อสมัยก่อนที่สนับสนุนให้คนคลั่งขาว โดยมองเหยียดคนผิวดำว่าสกปรก ซึ่งค่านิยมเหล่านี้ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจจนต้องหันไปพึ่งครีมจิมิขาว ยาเหน็บอกฟูรูฟิตที่วางขายบนอินเทอร์เน็ต ทั้งที่ยาเหล่านี้ไม่มีอย.ด้วยซ้ำ หรือถ้าจะให้ปลอดภัยขึ้นมาหน่อยก็มีบริการยิงเลเซอร์หรือสักจิมิชมพูโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่คำถามคือ “เราจำเป็นต้องทำขนาดนั้นเพื่อให้จิมิเราเป็นที่ยอมรับในสังคมหรือไม่” มันจะดีกว่าไหมถ้าหากเราสามารถยอมรับสีจิมิที่หลากหลายได้เช่นเดียวกับสีผิวที่มีความสวยงามในตัวมันเอง แล้วถ้าหากผู้ชายคนไหนจะชื่นชอบจิมิสีใดเป็นพิเศษ หรือผู้หญิงจะอยากไปสักจิมิเป็นสีอื่นเพื่อเรียกความมั่นใจ ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของรสนิยมไป โดยที่เราไม่ต้องไปนั่งตัดสินคนอื่นว่าเขาซิงหรือไม่ซิง มีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า เพียงเพราะสีจิมิของเขาอาจไม่ถูกใจเราเท่านั้นเอง

admin

September 30, 2021

จับน้องไข่เน่า OnlyFans : สังเวยศีลธรรมแบบปิดหูปิดตา

จากข่าวการบุกจับ “น้องไข่เน่า” วัย 19 ปีและแฟนหนุ่มอายุ 20 ปี ข้อหาทำคลิปโป๊เผยแพร่บนแพลตฟอร์ม OnlyFans เพราะขัดต่อศีลธรรมอันดีของสังคมไทย ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า “แล้วศีลธรรมอันดีของไทยมันคืออะไรกัน และมันมีประโยชน์อย่างไรต่อสังคมไทยเราจริงๆ บ้าง” เพราะตามสถิติทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยเรามีอัตราการเกิดคดีข่มขืนอยู่ที่ 4,636 ต่อประชากร 100,000 คน ในขณะที่ญี่ปุ่นที่ผลิตและส่งออกหนังโป๊กันอย่างโจ่งครึมกลับมีอัตราการเกิดคดีข่มขืนอยู่ที่ 1,289 ต่อประชากร 100,000 คนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าประเทศไทยที่มีศีลธรรมอันสูงส่งถึง 1 ใน 4 และนั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าศีลธรรมอันดีของประเทศไทยไม่ได้ช่วยให้การข่มขืนน้อยลง เพราะความต้องการทางเพศมันไม่ได้หายไปไหน เราเพียงแต่ซุกมันไว้ใต้พรมและแกล้งหลับหูหลับตาทำเหมือนว่าพัทยาไม่มีซ่อง ส่วนอาบอบนวดก็เป็นแค่ร้านนวดไม่ได้ร้านนาบ แต่บังเอิญว่าพักหลังมานี้ เว็บไซต์ OnlyFans มันดันกลายเป็นกระแสดังขึ้นมา ทำให้สังคมไทยรู้สึกแสลงหูแสลงตา ประหนึ่งว่าของที่เรากำลังบอกว่าไม่มีอยู่จริงมันกำลังจะผุดขึ้นมา  ตร.ไทยเลยต้องรีบออกไปจับ ไปเชือดไก่ให้ลิงดู เพื่อปฏิเสธว่าเซ็กส์ไม่มีอยู่จริง แม้ว่า OnlyFans จะเป็นการถ่ายทำโดยสมัครใจ น้องไข่เน่าไม่ได้เป็นผู้เยาว์ ไม่ได้โดนหลอกมาขายตัว คนที่ถ่ายคลิปด้วยก็เป็นแฟนหนุ่มที่บรรลุนิติภาวะแล้ว ไม่ได้ผิดลูกผิดเมียใคร ไม่ได้เผยแพร่อย่างโจ่งครึม เพราะมีการล็อคให้สมาชิกเท่านั้นที่ดูได้ …ไม่มีความผิดอะไรเลยนอกเสียจาก “เปิดเผยความจริงที่สังคมไทยรับไม่ได้” เท่านั้น 

admin

September 22, 2021

ช่วยตัวเองแล้วบาปไหม? : เรื่องธรรมชาติหรือกิเลสที่ละไม่ได้

ถ้าหากตอนนี้มีใครสักคนบ่นพึมพำขึ้นมาว่า “อยากช่วยตัวเองจัง” แน่นอนว่าจะมีคนจำนวนหนึ่งมองว่า “มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมชาติ” “รู้จักจัดการตัวเองก็ดีกว่าไปข่มขืนคนอื่น” แต่ในขณะเดียวกันก็จะมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่พร้อมจะเบะปากและชี้หน้าด่าว่า “จิตใจสกปรก! มักมาก! วันๆ เอาแต่หมกหมุ่นเรื่องเซ็กส์” ถ้าเช่นนั้นแล้วแนวคิดที่ว่า “ช่วยตัวเองเป็นบาป” มันจริงหรือเปล่า และมันมีที่มาจากไหนกันแน่ หากเราไปดูในพระวินัยปิฎกที่ว่าด้วยเรื่องของกฏข้อบังคับของพระสงฆ์ เราจะพบคำว่า “หตฺเถน อุปกฺกมิตฺวา อสุจึ” หรือที่แปลว่า “ห้ามทำให้อสุจิเคลื่อน (ห้ามช่วยตัวเอง)” จริง เนื่องจากพระสงฆ์ควรละทิ้งกิเลส และกามราคะก็เป็นกิเลสอย่างนึง แต่สำหรับประชาชนทั่วไปแล้ว เราไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามข้อบังคับของสงฆ์ก็ได้ เพราะเราไม่ใช่พระ! และในศีล5 ที่คนทั่วไปควรยึดถือก็แค่บอกว่าห้ามผิดลูกผิดเมียผู้อื่นเท่านั้น ไม่ได้ห้ามสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองแต่อย่างใด ดังนั้นการละทิ้งกามราคะโดยการไม่ช่วยตัวเองนั้น จึงเป็นสิ่งที่ “ทำได้ก็ดี ทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร” เพราะถ้าทำไม่ได้ คุณก็แค่เป็นมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่ยังมีรัก โลภ โกรธ หลง แต่ไม่ได้ไปทำร้ายคนอื่น ไม่ได้ถึงกับต้องตกนรกหมกไหม้ไปชั่วชีวิต แต่ในสังคมไทยเรากลับมีหลายคนที่หยิบยกแนวคิดนี้มาใช้กดทับผู้อื่น โดยการตราหน้าอีกฝ่ายว่าเป็นพวกมักมากในกาม ตลอดจนบีบบังคับไม่ให้พูดเรื่องเพศ ห้ามคิด ห้ามถาม จนเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา เช่น คนหาที่ระบายโดยการข่มขืนผู้อื่น เด็กวัยรุ่นขาดความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ พอละกิเลสไม่ได้ ช่วยตัวเองก็ไม่ได้ เลยมีเซ็กส์แบบผิดๆ […]

admin

September 10, 2021

ตร.คนดีย์ทำอะไรก็ไม่ผิด : หลักสากลที่ใช้ไม่ได้กับตร.ไทย

จากปรากฏการณ์ที่ตำรวจเอาถุงคลุมหัวผู้ต้องหาจนเสียชีวิต จนเกิดเป็น #ผู้กำกับโจ้ และ #อีโจ้เลิกตอแหล พุ่งขึ้นมาติดเทรนด์ทวิต ซึ่งหลายครั้งก็มีการเบี่ยงประเด็นไปที่เรื่องของเจตนาว่าตำรวจไม่ได้ตั้งใจฆ่า เพียงแต่พลั้งมือระหว่างปฏิบัติหน้าที่เท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่า “ตำรวจพลั้งมือฆ่า” หรือไม่ แต่เป็นเรื่อง “การใช้ความรุนแรงของตำรวจ” ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นต่างหาก ทั้งนี้หลายคนอาจสับสนว่าทำไมตำรวจจะทำร้ายคนร้ายไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นคนค้ายา เราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าคนร้ายที่ว่านี้ยังอยู่ในสถานะ “ผู้ต้องหา” หรือก็คือบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด แต่จะมีความผิดจริงหรือไม่ก็ต้องรอให้ศาลเป็นคนตัดสินอีกที ดังนั้นตราบใดที่ศาลยังไม่ตัดสิน ให้ถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ไปก่อน (Innocent until proven guilty) เพราะคำกล่าวหานั้นอาจจะไม่เป็นความจริงก็ได้ ด้วยเหตุนี้ ผู้ต้องหาจึงมีสิทธิ์ตามหลักสากลที่จะร้องขอทนาย เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในชั้นศาล เหมือนอย่างที่ผู้กำกับโจ้มีทนายมาด้วยและถูกควบคุมตัวไปยังสถานีตำรวจอย่างนุ่มนวล แม้ว่าผู้กำกับโจ้จะเคย “ตกใจ” จนหนีไปตั้งหลักไกลถึงเมียนมาก็ตาม และแน่นอนว่าไม่มีใครเข้าไปกระทืบเขาเพื่อเค้นข้อมูลว่า “เรียกเงิน 2 ล้านจริงหรือไม่” ผิดกับตอนรีดข้อมูลจากผู้ต้องหาค้ายาเสพติดในคลิปที่ถูกปล่อยออกมาอย่างสิ้นเชิง นอกจากเหตุการณ์นี้จะแสดงให้เห็นถึง “การปฏิบัติงานแบบสองมาตราฐาน” ของวงการตำรวจแล้ว มันยังแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยเราชินชากับความรุนแรงและยกย่องบูชา “ความดี” อย่างหน้ามืดตามัวขนาดไหน ขอเพียงแค่เราแปะป้ายบนหัวว่าตำรวจเป็นคนดี ผู้ต้องหาเป็นคนเลว เพียงเท่านี้ตำรวจก็มีสิทธิ์ทำร้ายร่างกายผู้ต้องหาได้โดยชอบธรรม ประหนึ่งเป็นฮีโร่ในหนังการ์ตูน โดยไม่ได้มองเลยว่าการกระทำของตนเองก็เลวร้ายไม่ต่างกัน ดังนั้นตำรวจไทยควรตื่นได้แล้ว เลิกเบียวซะ ก่อนที่วงการตำรวจจะเน่าเฟะไปมากกว่านี้

admin

August 27, 2021

ความสามัคคีผ่าน Popcat : คนไทยไม่สามัคคีหรือรัฐบาลไม่เห็นหัวประชาชน?

จากกระแสเกม Popcat ที่กำลังมาแรง ทำเอาคนไทยหลายคนต่างพากันอดหลับอดนอน กดเกมจนประเทศไทยเบียดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งได้ในเวลาเพียงแค่ชั่วข้ามคืน แต่ปรากฏการณ์นี้บอกอะไรเราได้บ้าง? ถ้าหากเราย้อนกลับมาดูตัวเกม Popcat กันสักนิด เราจะเห็นได้ว่ามันเป็นเกมที่เข้าใจง่ายมาก เพียงแค่กดคลิกให้แมวทำเสียงป๊อปไปเรื่อยๆ เมื่อจบเกมจำนวนการคลิกของคุณและคนทั้งประเทศก็จะถูกนำมารวมกัน เพื่อวัดว่าประเทศไหนทำเสียงแมวป๊อปได้มากที่สุด นี่จึงเรียกได้ว่าเป็นเกมที่วัดแต่ “ความสามัคคี” ล้วนๆ ซึ่งประเทศไทยก็ทำได้ดีมาก ผิดกับคำกล่าวอ้างของรัฐบาลที่มักมองว่าคนไทยหละหลวม ไม่ให้ความร่วมมือ แล้วทำไมเราถึงร่วมมือกันกด Popcat ได้ แต่ร่วมมือกันฝ่าวิกฤตโควิดไม่ได้? ทำไมบอกให้หยุดอยู่บ้านแล้วไม่ยอมอยู่? คำตอบนั้นง่ายมากและคนกลุ่มนึงที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ให้ความร่วมมือก็ตะเบ็งเสียงบอกกันอยู่ทุกวัน แต่รัฐบาลกลับไม่ได้ยิน อีกทั้งยังปฏิบัติกับคนเหล่านั้นเหมือนเป็นแค่เพียงเสียงเซ็งแซ่น่ารำคาญด้วย เมื่อย้อนกลับไปในช่วงโควิดระบาดใหม่ๆ เราจะเห็นได้ว่าคนไทยต่างพร้อมใจกันหาซื้อหน้ากากอนามัยและเจลแอลกอฮอล์มาเก็บไว้จนขาดตลาด ในขณะที่รัฐบาลยังบอกว่ามันเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาด้วยซ้ำ แต่สาเหตุที่ตอนนี้คนไทยต้องออกมาลงถนน เพราะ “พวกเขาล็อกดาวน์ต่อไปไม่ไหวแล้ว”  เราต้องยอมรับก่อนว่าประเทศเรายังมีคนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้มีเงินพอจะนั่งๆ นอนๆ โดยไม่ทำอะไรได้เป็นปีๆ ทั้งที่รายจ่ายยังคงเท่าเดิม และมันก็ไม่ใช่ความผิดพวกเขาที่ไม่เก็บออม เพราะหลายคนแค่ทำงานให้มีเงินพออยู่พอกินไปวันๆ ก็ลำบากมากพออยู่แล้ว และเมื่อเกิดเจ็บป่วยหรือไปทำงานไม่ได้เพราะล็อกดาวน์ขึ้นมา พวกเขาเหล่านั้นก็มีแต่จะต้องควักเนื้อตัวเองไปเรื่อยๆ  เมื่อทนหิวไม่ไหวก็ต้องดิ้นรนออกมาทำมาหากินทั้งที่รู้ว่ามันเสี่ยง และเมื่อรัฐบาลขับไล่ไม่ให้พวกเขาทำงานอีก พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลงถนน มาเรียกร้องขอความเป็นธรรม จนเกิดเป็นเสียงเซ็งแซ่น่ารำคาญแบบที่ใครหลายคนเห็นๆ กันอยู่ ดังนั้นปัญหานี้จึงไม่ได้อยู่ที่ว่า “คนไทยสามัคคีกันหรือไม่” แต่อยู่ที่ “รัฐบาลมีปัญญาจัดการกับโรคระบาดโดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ของคนในชาติบ้างหรือเปล่า” เพราะถ้าหากการฝ่าวิกฤตโควิดมันอาศัยแค่ความสามัคคีโดยไม่ได้มีคนที่กำลังจะอดตายในชีวิตจริงเหมือนกับเกม Popcat ทำไมคนไทยจะไม่ให้ความร่วมมือกันล่ะ?

admin

August 16, 2021

สัญญาณเตือน! เด็กสุขภาพจิตพังช่วงโควิด

เรียกได้ว่าเด็กที่เกิดและเติบโตยุคโควิดเป็นเด็กที่น่าสงสารที่สุด เพราะนอกจากพวกเขาจะไม่ได้ออกไปใช้ชีวิต เที่ยวเล่น และเรียนรู้ให้สมวัยแล้ว พวกเขายังต้องมาเจอกับความเครียดและความกดดันจากการเรียนออนไลน์อีก อย่างที่เราเห็นได้จากคลิปในแอป Tiktok ทั้งหลายที่พ่อแม่จับลูกวัยประถมมานั่งเรียนออนไลน์พร้อมกับไล่จี้ถาม กดดัน ดุด่า บางครั้งอาจถึงขั้นลงไม้ลงมือ จนเด็กต้องเรียนทั้งน้ำตากันให้เห็นอยู่บ่อยๆ  ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นผลดีกับสุขภาพจิตของเด็กเลยแม้แต่น้อย อ้างอิงจากบทความของ Dr.Mirriam Priess ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชและนักบำบัด กล่าวว่า ความเครียดจากการเรียนในช่วงโควิดอาจส่งผลเสียต่อเด็กทั้งด้านร่างกายและจิตใจ  โดยทางด้านร่างกาย เด็กจะมีสัญญาณเตือน เช่น เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย ปวดท้อง เหนื่อยล้า และขาดสมาธิ ส่วนทางด้านพฤติกรรม เด็กจะเริ่มติดมือถือ ติดเกม หรือเริ่มกินขนมมากขึ้น เพื่อบรรเทาความเครียดและความวิตกกังวลภายในจิตใจ ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เองที่อาจทำให้พ่อแม่ (ที่เครียดจากปัญหาในปัจจุบันอยู่แล้ว) เข้าใจผิดคิดว่าลูกไม่ตั้งใจเรียน จนต้องบังคับขู่เข็ญให้เด็กมานั่งเรียนเพิ่ม เกิดเป็นวงจรที่บั่นทอนสุขภาพจิตไม่สิ้นสุด ทางออกของปัญหานี้คือ พ่อแม่ต้องใจเย็นกับลูกให้มากๆ แม้ว่าตัวพ่อแม่เองจะมีเรื่องให้เครียดมากมาย แต่สำหรับเด็กแล้ว คุณต้องรับฟังและเข้าใจเขา รวมถึงให้กำลังใจเขาด้วยแม้ว่าลึกๆ แล้วคุณจะรู้สึกว่าลูกทำไม่ได้ตามที่คุณคาดหวังไว้ก็ตาม อย่าลืมว่าตอนนี้ทั้งคุณและลูกไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ปกติ ดังนั้นคุณจะคาดหวังให้เด็กทำได้ดีอย่างที่เขาเคยทำเมื่อก่อนไม่ได้  ท้ายที่สุดแล้วถ้าหากคุณรู้ตัวว่าตนเองรับมือไม่ไหว ให้คุณหยุดและขอความช่วยเหลือจากคนใกล้ตัวหรือกุมารแพทย์ เพราะอย่างไรเสีย เราก็ยังคงต้องประคับประคองกันไปอย่างนี้จนกว่ารัฐบาลจะมีปัญญาจัดการกับปัญหาโควิดได้อย่างแท้จริง

admin

August 14, 2021

เศรษฐกิจพัง จนคนหวังพึ่งผี

ถึงแม้ว่ายุคนี้จะเป็นยุคของวิทยาศาสตร์และการทดลอง แต่สิ่งที่ได้รับความนิยมตีคู่กันมากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลับเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ พิธีกรรม สิ่งลี้ลับ และเครื่องรางสายมู อย่างล่าสุดก็มีการนำเรื่องไสยศาสตร์มาเล่าในแอปทวิตเตอร์สเปซ จนเกิดเป็น #คณะราษเปซ ที่กำลังดังติดเทรนด์ทวิต  นั่นจึงทำให้เกิดคำถามว่า ทำไมในยุคที่คนเรากำลังตื่นรู้แบบนี้ เรื่องไสยศาสตร์ถึงได้เป็นที่นิยมนัก? แรกเริ่มเดิมทีนั้นความเชื่อในเรื่องเหนือธรรมชาติเกิดจากความหวาดกลัวในความไม่รู้ เช่น เราไม่รู้ว่าฟ้าผ่าเกิดจากอะไร ทำให้เรารู้สึกกลัวและไม่ปลอดภัยจากอันตรายที่ควบคุมไม่ได้ มนุษย์เราจึงได้สร้างตำนานเทพเจ้าขึ้นมา เพื่อปลอบประโลมว่าตนเองจะปลอดภัยตราบใดที่ไม่ทำให้เทพเจ้าพิโรธ ตัดภาพกลับมาที่ปัจจุบัน ถึงแม้ว่าเราจะสามารถใช้วิทยาศาสตร์ในการอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ได้ แต่ความกลัวจากสถานการณ์ที่ควบคุมไม่ได้ก็ยังคงอยู่ เช่น ความกลัวตายในภาวะโรคระบาดหรือสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ทำให้คนเราพยายามหาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจโดยการหันไปพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจนนิเฟอร์ วิตสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการรับรู้ จากมหาวิทยาลัยเท็กซัส มองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นกลไกป้องกันตัวเอง โดยการสร้างภาพลวงตาขึ้นมาเพื่อหลีกหนีจากความจริงที่โหดร้าย ซึ่งคำกล่าวนี้ก็สอดคล้องกับงานวิจัย Marketing in the Uncertain World ของมหาวิทยาลับมหิดล ที่พบว่าความกังวลที่เพิ่มขึ้นในช่วงโควิดทำให้คนหันมาสนใจสายมูกันมากขึ้น ดังนั้น ถ้าหากเราอยากให้คนไทยก้าวข้ามลัทธิผีและความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์มนต์ดำอย่างเต็มตัว สิ่งหนึ่งที่ต้องทำคือการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมให้ดีขึ้น ให้คนไทยกินดีอยู่ดี มีรัฐบาลที่ไว้ใจได้ และเรียนรู้ว่า “พวกเขาสามารถพึ่งคนด้วยกันเองได้มากกว่าพึ่งผี”

admin

August 6, 2021

“เศรษฐกิจพัง เจอกัน OnlyFans” การหารายได้บนสิทธิร่างกายของตัวเอง

“เมื่อเศรษฐกิจขับขัน ตัวฉันจึงต้องเปิด OnlyFans”  ทวิตนี้ถูกแชร์นับหมื่นครั้งในโลกทวิตเตอร์ กับช่องทางการหาเงินแบบใหม่ในยุคนี้ บางคนตกงาน โดนลดเงินเดือน แต่รายจ่ายไม่เคยลดลงตามรายรับ OnlyFans จึงกลายเป็นทางออกสำคัญของหลายๆ คน ที่อยากสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์แบบ 18+ จากที่บ้านของตัวเอง  ถึงแม้ว่าจะมีกระแสต่อต้านทางสังคม กับเหล่าครีเอเตอร์นี้ แต่พวกเขามองว่ามันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ถ้าพึงพอใจที่จะโชว์ ก็เป็นสิทธิของเขา พวกเขาไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่ได้ไปแก้ผ้าให้ใครดูในที่สาธารณะ เขาแค่โชว์ในแพลตฟอร์ม OnlyFans ที่คนเลือกเข้ามาดูเอง ใครที่ไม่ชอบก็แค่ไม่ต้องมาดู นี่คือความเห็นของพวกเขา โดย OnlyFans เพิ่งก่อตั้งในปี 2016 แต่กลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท! ซึ่งเหล่าครีเอเตอร์สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายและเปิดกว้าง เพื่อ service แฟนๆ โดยผู้ติดตามจะต้องเสียค่าสมัครสมาชิกราคา 4.99-49.99 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 150-1,500 บาทต่อเดือน และครีเอเตอร์จะได้รายได้ 80% อีก 20% จะหักเป็นค่าธรรมเนียมของบริษัท อย่างครีเอเตอร์คนหนึ่งในไทย ก็ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขว่าเขามียอดผู้ติดตามประมาณ 2,000 คน […]

admin

July 19, 2021

เอาถุงครอบหัวลงโทษหมา ขำขัน หรือ ทารุณกรรม?

ก่อนหน้านี้มีกระแสดราม่า #ปิงปิงนาง12 ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในโลกออนไลน์อยู่ ณ ขณะนี้ เนื่องจากดาราสาวได้ถ่ายคลิปเพื่อนชายลงโทษสุนัขพันธุ์คอร์กี้ ข้อหาฉี่ไม่เป็นที่เป็นทางและบังอาจข่วนปิงปิง ด้วยการเอาถุงพลาสติกครอบหัวก่อนที่จะลงมือตีสั่งสอนสุนัข ซึ่งระหว่างนั้นทั้งสองคนก็ส่งเสียงหัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน ซึ่งหลังจากที่ดาราสาวโดนกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก เธอก็ได้ออกมาขอโทษ โดยอ้างว่าเป็นเพราะมุมกล้องกับแคปชั่นที่ชวนให้เข้าใจผิด ความจริงแล้วเธอกับเพื่อนชายเพียงแค่หยอกเล่นกับสุนัขเท่านั้น ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกายจริงแต่อย่างใด แต่ไม่ว่าการเอาถุงครอบหัวสุนัขนั้นจะเป็นการ “ล้อเล่น” หรือ “ลงโทษ” มันก็ล้วนไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องทั้งสิ้น มิหนำซ้ำยังอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุนัข เพราะถ้าหากสุนัขเกิดหายใจไม่ออกขึ้นมา ในชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็อาจทำให้สุนัขของคุณขาดใจตายได้ เมื่อถึงตอนนั้นคุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าคุณจะช่วยสุนัขไว้ได้ทัน โดยไม่มัวแต่หัวเราะและสนุกสนานกับสิ่งที่ทำอยู่ นอกจากนี้ การที่สุนัขขับถ่ายไม่เป็นที่เป็นทางก็ไม่ใช่ความผิดของสุนัข แต่เป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ต้องฝึกสุนัขอย่างใจเย็น โดยเริ่มจากการให้อาหารสุนัขเป็นเวลาและคอยสังเกตพฤติกรรมของสุนัขอยู่เสมอ เมื่อใดก็ตามที่สุนัขทำท่าเหมือนจะขับถ่าย ให้รีบพาตัวสุนัขไปยังพื้นที่ที่จัดเตรียมไว้และให้สุนัขขับถ่ายตรงนั้น ถ้าหากทำบ่อยๆ สุนัขจะเริ่มจดจำได้เองว่าควรขับถ่ายตรงไหน  และถ้าหากสุนัขขับถ่ายพลาด สิ่งที่ควรทำก็ไม่ใช่การตีหรือเอาถุงมาคลุมหัว แต่ให้ทำความสะอาดพื้นที่ในบริเวณนั้นอย่างละเอียด เพราะถ้าหากสุนัขยังคงได้กลิ่นเดิมหลงเหลืออยู่ มันจะกลับมาขับถ่ายซ้ำที่เดิม แล้วถ้าหากสุนัขดื้อมากจริงๆ การดุด้วยเสียงโทนต่ำก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สุนัขเข้าใจและจดจำว่าพวกมันไม่ควรทำแบบนี้ จากทั้งหมดที่กล่าวมา เราจะเห็นได้ว่าบางทีปัญหานี้อาจจะไม่ได้อยู่ที่สุนัข แต่อยู่ที่เจ้าของที่ไม่เข้าใจสุนัขเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นก่อนที่เราจะไปสั่งสอนสุนัขให้ทำนั่นทำนี่ เราอาจต้องสอนตัวเองให้ได้ก่อนว่าเราควรจะดูแลสุนัขอย่างไรกันแน่

admin

July 9, 2021

ถ้าเกรดไม่ได้วัดความฉลาดของคน แล้วเกรดบอกอะไรเราได้บ้าง?

ทุกครั้งที่มีญาติผู้ใหญ่มาถามว่า “เทอมนี้ได้เกรดเท่าไหร่” สำหรับคนที่ได้เกรดดีก็คงจะแค่ตอบไป แต่สำหรับคนที่ได้เกรดไม่สวยเท่าไหร่ก็อาจจะรู้สึกกระอักกระอวลพลางคิดแย้งในใจว่า “เกรดไม่ได้วัดความฉลาดของคนเราสักหน่อย” หรือ “เกรดไม่สำคัญหรอก ขอแค่จบไปทำงานได้ก็พอ” แต่ถ้าหากเกรดเฉลี่ยไม่ได้เป็นตัวบ่งชี้ความฉลาดของคนจริง ถ้าอย่างงั้นทำไมหลายบริษัทถึงยังต้องขอดูใบเกรดอยู่? Glenn Geher ประธานภาควิชาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยรัฐนิวยอร์ก ได้อธิบายคำตอบของปัญหานี้ไว้ว่า จริงอยู่ที่เกรดอาจไม่ใช่เครื่องชี้วัดทุกอย่าง แต่การที่เราจะทำความรู้จักคนคนนึงก่อนรับเข้ามาทำงานได้นั้น เราจำเป็นต้องพิจารณาข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขา (ยิ่งข้อมูลมากเท่าไหร่ยิ่งดี) และเกรดเฉลี่ยก็เป็นชุดข้อมูลนึงที่ชี้ให้เห็นว่าคนคนนั้นเป็นคนยังไง  เพราะกว่าจะได้เกรดสวยๆ มา คนเราจำเป็นต้องมีทักษะหลายอย่าง เช่น ต้องมีความรับผิดชอบในการส่งงานให้ตรงเวลา มีความขยันในการเข้าเรียนให้ครบทุกคาบ หรือมีความสามารถในการจัดสรรเวลา เพื่อให้สามารถทำงานออกมาได้ดีและมีส่งครบทุกคาบ นอกจากนี้การประเมินการบ้านแต่ละชิ้นในระดับปริญญาตรียังทำโดยอาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆ ด้วย ดังนั้นถ้าอาจารย์ให้ผ่านก็แสดงว่าคนคนนั้นน่าจะทำงานได้ดีในระดับนึง อย่างไรก็ตาม หลายคนอาจจะนึกแย้งว่าอาจารย์บางคนอาจลำเอียง ให้เกรดแบบเลือกที่รักมักที่ชัง หรือมีนักเรียนที่จ้างคนอื่นทำการบ้านจนเรียนจบออกมาก็ได้ แต่ถึงกระนั้นเพื่อนๆ ก็ต้องอย่าลืมว่าทุกบริษัทมีสิ่งที่เรียกว่า “ระยะทดลองงาน” อยู่  ดังนั้นต่อให้คนจ่ายเงินซื้อเกรดมาบังเอิญหลุดเข้าไปทำงานในบริษัทได้ แต่สุดท้ายแล้วความสามารถที่แท้จริงของเขาก็จะถูกเปิดเผยออกมาระหว่างการทำงานอยู่ดี เพราะฉะนั้นแทนที่จะมองแบบสุดโต่งว่าเกรดเป็นทุกสิ่งหรือเกรดไม่สำคัญอะไรเลย ให้ลองเปลี่ยนมาเป็น “เกรดคือสิ่งที่แสดงคุณสมบัติของเราออกมาอย่างเป็นรูปธรรม” จะดีกว่า เราจะได้พยายามทำเกรดสวยๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับบริษัทที่จะรับเราเข้าทำงานในอนาคตต่อไปด้วย

admin

July 7, 2021
1 2 3 8