ทำไม ”ไฟล์ดิจิทัล” ที่ใครก็ก็อปได้ถึงสร้างเงินได้เป็นล้าน

“NFT” เป็นคำที่ถูกพูดถึงในนักลงทุนรุ่นใหม่เป็นวงกว้าง เพราะ Jack Dorsey ผู้ก่อตั้ง Twitter ได้ประกาศขายทวีตแรกของเขา “ในรูปแบบ NFT” โดยสามารถปิดราคาที่ 2.9 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 90 ล้านบาท!! สิ่งนี้เองทำให้ NFT กลายเป็นที่รู้จักภายในค่ำคืน

NFT หรือ “Non-Fungible Token” คือ รูปแบบการรับรองทางดิจิทัล เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล พูดง่ายๆ คือการซื้อขายงานศิลปะ บทเพลง และอื่นๆ มาซื้อขายบน “โลก Blockchain” แบบไม่ต้องมีตัวกลาง ไม่สามารถทำซ้ำหรือคัดลอกได้ โดยมีผู้ถือครองเป็นเจ้าของทรัพย์สินดิจิตอลแค่คนเดียว ต่อให้ใครจะก็อปปี้ไฟล์นั้น ก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครองหรือขายต่อให้ใครได้ เพราะกรรมสิทธิ์นั้นตกเป็นของผู้ที่ซื้อมันเท่านั้น

มันเลยเกิดเป็น NFT Art เป็นงานศิลปะต่างๆ ซึ่งถูกเรียกว่า “Crypto Arts”

ซึ่งในต่างประเทศก็เริ่มได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะแวดวงงานศิลปะ เกม หรือการลงทุน เราสามารถซื้องานศิลปะชิ้นหนึ่ง แล้วเอาไปลงทุนขายต่อ อัพราคาขึ้นได้ ก็เป็นการลงทุนแบบหนึ่ง หรือในวงการเกมเองก็ใช้ช่องทางนี้ โอนไอเท็มพิเศษต่างๆ เพื่อความโปร่งใส โดยในปัจจุบันนี้ก็มีผู้ซื้อสินทรัพย์ดิจิตอลไปในมูลค่าราว 15 ล้านบาทแล้ว

อย่างไรก็ตาม “NFT” นอกจากจะน่าสนใจในแง่ของช่องทางการลงทุน และสร้างรายได้ผ่านผลงานศิลปะดิจิทัลของคนรุ่นใหม่แล้ว ยังน่าจับตามองว่าในอนาคต ตลาดของ NFT จะเติบโตได้มากแค่ไหน รวมถึงจะเข้าไปมีบทบาทในวงการอื่นๆ นอกเหนือจากศิลปะได้หรือไม่

ถ้าใครสนใจลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล ก็ต้องศึกษาข้อมูลดีๆ เพราะการลุงทุนทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยงเสมอ