เราต่างเคยชินกับ เผด็จการ ในโรงเรียน

“อำนาจนิยม” คือระบอบการเมืองที่มีฐานอยู่บนอุดมการณ์แบบเผด็จการชนิดที่ผู้ปกครองสามารถใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเหนือรัฐ หรือกลุ่มคนใดๆ ในการดำรงไว้ซึ่งเป้าหมายสูงสุด คือ “การรักษาอำนาจของตน”

นี่คือคำนิยามของอำนาจนิยม ซึ่งสิ่งนี้มันอยู่กับสังคมไทยมายาวนาน และได้ฝังรากลึกในระบบการศึกษาไทย

เราเคยเจออำนาจนิยมอะไรบ้างในระบบการศึกษา?แค่หน้าประตูโรงเรียนก็เจอระบบอำนาจนิยมแล้ว “ทำไมไม่ตัดผม ไปซอยผมมาหรือเปล่า ผมยาวแล้วนะ” สิ่งเหล่านี้เป็น “วิธีการ” สอนสั่งที่เน้นฟัง-เชื่อ กึ่งบังคับ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่แฝงอำนาจนิยม เช่น พิธีไหว้ครู, เชียร์กีฬา, ลูกเสือ-เนตรนารี, ร.ด. กระทั่งใน การรับน้องประชุมเชียร์ ก็ล้วนสอดแทรกหรือมีแนวโน้มไปในทิศทางของการกล่อมเกลาให้ยอมรับและทำตามผู้ออกคำสั่ง “อย่างไม่ตั้งคำถาม” และคุ้นชินในการถูก “ละเมิดสิทธิมนุษยชน”

ยกตัวอย่างง่ายๆ คือเรื่องกฎทรงผมที่บังคับให้นักเรียนตัดผมสั้น ผู้ชายไว้รองทรง ผู้หญิงมัดรวบหรือผมสั้นติ่งหู ซึ่งจริงๆ แล้วกฎกระทรวงศึกษาธิการได้ออกกฎเรื่องทรงผมในปี 2563 โดยเด็กชายสามารถไว้ผมยาวได้แต่ห้ามยาวเกินตีนผมพูดง่ายๆ คือบังคับทางอ้อมให้ตัดรองทรง ส่วนผู้หญิงไว้ผมยาวได้โดยให้มัดรวบ แต่!! มันมาสะดุดตรงที่ ข้อ 7 คือกระทรวงให้สิทธิ์การตัดสินใจเองของโรงเรียนว่าจะให้เด็กตัดทรงไหน ซึ่งมันแสดงให้เห็นว่ากระทรวงไม่ได้ต้องการให้สิทธิเด็กเหมือนกันทั่วประเทศ และมอบอำนาจให้กับโรงเรียน

มันทำให้เห็นเลยว่า “โรงเรียนบางโรงเรียนก็ออกกฎมากำหนดทรงผมเองทำให้ยังเห็นเด็กหัวเกรียน ผมสั้นติ่งหู อยู่” สิ่งนี้มันสะท้อนให้เห็นเลยว่ากระทรวงยังต้องการให้มีการละเมิดสิทธิเด็ก อย่างการที่ครูถือเอากรรไกรมาตัดผมเด็ก โดยอ้างกฎโรงเรียน ใช้เหตุผลที่ว่า “เป็นนักเรียนไม่ควรรักสวยรักงาม” ควรสนใจการเรียนมากกว่า การที่เด็กโดนตัดผมมันส่งผลให้เขาขาดความมั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง ทำให้เขาไม่มั่นใจในการทำสิ่งอื่น “เพราะแค่ร่างกายยังไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของ” แล้วจะมีความสุขในการเรียนได้อย่างไร ซึ่งโรงเรียนพยายามให้เด็กทุกคนเหมือนกัน จึงไม่แปลกใจที่สังคมไทยปัจจุบันยอมรับความต่างไม่ได้

“โรงเรียนไทยกำลังเป็นโรงงานผลิตเด็กที่เชื่องกับระบบอำนาจนิยม” และเอื้อเฟื้อต่อระบบเผด็จการ “เด็กที่ทำตามคือ นักเรียนดี เด็กที่ตั้งคำถามคือ นักเรียนเลว”

“แล้วระบบนี้เองมันก็ทำให้เยาวชนกลายเป็นคนสร้างอำนาจนิยมเอง”

SOTUS ก็ถือเป็นลูกหลานของระบบอำนาจนิยมที่ตกทอดมาในรั่วโรงเรียนหรือมหาลัย เป็นระบบนับถือผู้อาวุโสกว่าโดยกดทับผู้น้อย ผู้ที่ถูกกดทับพอโตขึ้นก็กลายเป็นคนกดทับอีกที วนเป็นวัฏจักรโดยใช้เหตุผลว่า “ทำตามๆ กันมาโดยห้ามตั้งคำถามกับสิ่งที่ทำ” ซึ่งมีนักศึกษาไทยอินกับระบบแบบนี้อยู่

มีข่าวการรับน้องโหดออกมาแทบทุกปี สั่งลุกนั่ง มีการแบ่งพรรคพวก มีระบบรุ่น ขอธงรุ่น ใครไม่เข้าร่วมถือว่าเป็นคนนอก ซึ่งมีเด็กได้รับบาดเจ็บ ถึงขั้นล้มตายจากกิจกรรมนี้ก็มี โดยมันก็สะท้อนให้เห็นว่า “คนที่เห็นด้วยกับสิ่งนี้และสืบทอดต่อ ก็เป็นลูกหลานของระบบอำนาจนิยม” น่าแปลกตรงที่หนุ่มสาวหลายคนต่างออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย แต่กลับเห็นดีเห็นงามที่จะมีระบบ SOTUS อยู่

แล้วถ้าเราไม่ใช้อำนาจนิยมแล้วเราจะใช้กฎอะไรแทน?

คำตอบที่สุดแสนจะง่ายคือ ใช้กฎหมายสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญไทยที่ได้มอบไว้ให้เรา โดยเรามีสิทธิและเสรีภาพของตัวเองโดยห้ามไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น แค่นี้ง่ายๆ มันคือการตกลงร่วมกันของมนุษย์ทั้งสองฝ่ายที่จะอยู่ในสังคมเดียวกัน

และสิ่งที่แก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการ “รับฟัง” ฟังแบบรับฟังจริงๆ ทั้งสองฝ่าย ซึ่งมันไม่ใช่แค่ปัญหาในสถานศึกษาเท่านั้นแต่สิ่งนี้มันคือภาพสังคมของทั้งประเทศ ถ้ามีคนไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ “โดยไม่ต้องถูกปิดปากหรือขับไล่ออกนอกประเทศ”

“โดยเราต้องกะเทาะล่อนอำนาจนิยมในคราบเงาประชาธิปไตยให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทยเสียที”

อ้างอิง

https://prachatai.com/journal/2015/08/60993

https://www.youtube.com/watch?v=7JbLMS35AFo

https://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/648149.