นโยบายกระตุ้นการมีลูกแต่ละประเทศ มีอะไรบ้าง?

วันวาเลนไทด์ที่ผ่านมานี้ หลายคนคงได้ไปซื้อของขวัญหรือพาคนรักออกไปเดท แต่เมื่อพูดถึงแพลนในอนาคตที่ต้องแต่งงานมีลูกกันแล้ว หลายคนอาจจะส่ายหน้า ไม่ใช่เพราะไม่อยากแต่งงาน แต่เพราะไม่อยากมีลูก! 

ปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่มีลูกกันน้อยลงมีให้เห็นได้ในหลายประเทศ ซึ่งปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในอนาคต ทางรัฐบาลเลยต้องพยายามคิดค้นนโยบายใหม่ๆ เพื่อกระตุ้นให้คนมีลูกขึ้นมา 

อย่างเช่นในประเทศเกาหลีใต้ก็เคยออกนโยบายแปลกๆ ที่กำหนดให้ทุกบริษัทเลิกงานตอน 1 ทุ่มครึ่ง ในวันพุธที่ 3 ของทุกเดือน เพราะทางรัฐเชื่อว่าถ้าคนทำงานน้อยลง กลับบ้านให้เร็วขึ้น ก็จะมีแรงและเวลาเหลือพอที่จะผลิตลูก ทว่าผลลัทธ์ที่ได้กลับยังดูไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เกาหลีใต้เลยยังคงต้องพยายามผลักดันนโยบายใหม่ๆ ออกมาเรื่อยๆ โดยล่าสุดก็มีการเปิดเผยว่าจะให้เงินสนับสนุนรายเดือนจำนวน 300,000 วอน (ประมาณ 8,205 บาท) ต่อเด็กทารก 1 คน ตั้งแต่แรกคลอด และจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 วอน (13,676 บาท) ภายในปีค.ศ. 2025

ส่วนทางประเทศญี่ปุ่นที่ได้ชื่อว่ามีปัญหาขาดแคลนประชากรอยู่เรื่อยๆ เมื่อปีค.ศ.2015 อัตราการเกิดกลับเพิ่มสูงขึ้นเล็กน้อย เพราะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นผลมาจากการบริหารส่วนท้องถิ่นด้วย อย่างนโยบายให้เงินช่วยเหลือพ่อแม่ที่อาศัยอยู่ในโตเกียวจำนวน 1,700 ดอลลาร์ (55,433 บาท) ต่อการเกิดของเด็ก 1 คน แล้วถ้าหากเป็นลูกคนแรกก็จะได้เพิ่มอีก 940 ดอลลาร์ (30,651 บาท) แต่ถ้าเป็นลูกคนที่ 4 ก็จะได้เพิ่มมากขึ้นถึง 10 เท่า

ตัวอย่างสองประเทศที่ยกมาข้างต้นนี้จะเห็นว่ามีนโยบายที่ได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง ดังนั้นเรามาดูนโยบายของประเทศที่ได้ชื่อว่ามีคนอยากไปเกิดสูงอันดับต้นๆ อย่างประเทศสวีเดนกันบ้างดีกว่า ประเทศนี้จะเน้นให้ความสำคัญทั้งผู้ปกครองและเด็ก อย่างเช่น ผู้ปกครองสามารถลาไปเลี้ยงลูกได้นานถึง 16 เดือน เพราะเชื่อว่าในช่วงแรกเกิด เด็กย่อมต้องการผู้ปกครอง หรือถ้าลูกป่วยก็ลาไปดูแลลูกได้ โดยยังได้ค่าจ้าง 80% ของเงินเดือนทั้งหมด 

อีกทั้งยังมีนโยบายเพิ่มความสะดวกต่างๆ เช่น ถ้าหากผู้ปกครองต้องเดินทางโดยมีรถเข็นเด็กก็สามารถขึ้นรถสาธารณะตามเมืองใหญ่ๆ ได้ฟรี การส่งเสริมให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาช่วงก่อนวัยเรียนตั้งแต่ 1 ขวบครึ่งไปจนถึง 6 ขวบ รวมถึงได้รับเบี้ยเลี้ยงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน แต่นอกจากนโยบายเหล่านี้ อีกสิ่งที่ทำให้อัตราการเกิดที่นี่ค่อนข้างสูงคือสภาพเศรษฐกิจ การศึกษา และปัจจัยอื่นๆ ที่จัดอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้พ่อแม่ไม่ต้องมานั่งเครียดว่าลูกที่เกิดมาจะต้องไปเผชิญกับชะตากรรมอะไรบ้าง

สรุปคือ ไม่มีใครอยากให้ลูกเกิดมาลำบาก ดังนั้นถ้าหากรัฐอยากแก้ปัญหาเรื่องนี้จริงๆ ก็ควรแก้ปัญหารอบด้านให้ดีขึ้นด้วย เพราะถ้าหากแม้แต่รุ่นพ่อแม่ยังโดนริดรอนอนาคตจนแทบมองไม่เห็นทาง รุ่นลูกนี่ก็ไม่ต้องพูดถึงเลย…