คำวินิจฉัยในประเทศที่มี “ศีลธรรมอันดี” แต่ “ไม่เท่าเทียม”

หลังจากที่เมื่อวาน (วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2564) มีคำวินิจฉัยเรื่องสมรสเท่าเทียมถูกเผยแพร่ออกมา แทนที่ประชาชนจะสิ้นสงสัย กลับกลายเป็นประชาชนเกิดคำถามมากมายตามมาเข้าไปอีก เช่น

1. “ความหมายของการสมรส คือ ความสัมพันธ์ฉันสามีภริยาเพื่อการสืบเผ่าพันธุ์”

ถ้าเช่นนั้นแล้วทำไมคู่แต่งงานชายหญิงบางคู่ที่ไม่มีลูก ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองคนเป็นหมันจึงยังคงได้สิทธิ์สมรสอยู่?

2. “คู่แต่งงานชายหญิงมีการส่งต่อความผูกพันระหว่างพ่อ แม่ พี่ น้อง ลุง ป้า น้า อา ซึ่งกลุ่มความหลากหลายทางเพศไม่อาจสร้างความละเอียดอ่อนดังกล่าวได้”

ความผูกพันอันละเอียดอ่อนที่ว่านี้คืออะไร? แล้วทำไมกลุ่ม LGBTQIA+ จะรักครอบครัวและญาติพี่น้องของตัวเองเหมือนคนปกติทั่วไปไม่ได้? แล้วถ้าหากความผูกพันเฉกเช่นครอบครัวคือจำเป็นต้องมีทายาททางสายเลือดเท่านั้น มันก็จะวกกลับไปที่ข้อ 1 ว่าแล้วคู่แต่งงานที่รับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยงหรือไม่มีบุตรเลยทำไมถึงยังได้สิทธิ์สมรสอยู่?

3. “หากวิทยาการก้าวหน้ามีการค้นพบรายละเอียดเพิ่มเติมว่าสัตว์โลกบางประเภทมีพฤติกรรมแปลกแยกออกไป ให้จัดเป็นกลุ่มต่างหากเพื่อศึกษาต่อ”

ในทางธรรมชาติพฤติกรรมรักร่วมเพศของสัตว์ถือเป็นเรื่องปกติ เช่น การรักร่วมเพศของโลมาปากขวด ลิงแม็กแคก ลิงโบโนโบ หงส์ หรือแม้กระทั่งสิงโต เพราะสำหรับสัตว์หลายชนิด เซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการสืบพันธ์ุ แต่เป็นเรื่องของการหาความสุข การเข้าสังคม หรือแม้แต่การสร้างความแน่นแฟ้นในกลุ่มด้วย 

เช่นเดียวกับนักรบกรีกโบราณหรือพิธีชูโดของซามูไรในสมัยก่อน ที่นักรบอาวุสโสต้องมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับเด็กหนุ่มอ่อนประสบการณ์ เพื่อที่นักรบอาวุสโสจะได้ดูแล สอนวิชา และปกป้องเด็กเหล่านั้นให้อยู่รอดปลอดภัยในสังคม ดังนั้นเราจึงไม่อาจฟันธงได้ว่าอะไรคือความถูกต้อง อะไรคือความแปลกแยก เพราะท้ายที่สุดแล้วความหลากหลายทางเพศอาจเป็นเรื่องปกติ เราเพียงแต่ “เพิ่งรู้” ก็ได้ และเมื่อรู้แล้วเราก็ควรแก้ไขข้อมูลเดิมให้ถูกต้องมากกว่าการไปตีตรากลุ่มที่เพิ่งค้นพบว่าเป็นพวกแปลกแยกมิใช่หรือ?

4. “ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มความหลากหลายทางเพศอาจมาจดทะเบียนเพื่อหวังผลประโยชน์ในสวัสดิการต่างๆ”

ในเมื่อการสมรสเท่าเทียมคือการเรียกร้องให้คู่แต่งงาน LGBTQIA+ ได้รับสิทธิ์เทียบเท่ากับคู่แต่งงานชายหญิง เช่นนั้นแล้วคนที่คิดจะมาหลอกก็สามารถแสร้งทำเป็นคู่แต่งงานชายหญิงได้อยู่ดีมิใช่หรือ? เพียงแค่คนกลุ่มนั้นต้องหาผู้รู้ร่วมคิดเป็นอีกเพศหนึ่งเท่านั้น แล้วทำไมศาลถึงไม่กังวลว่าคู่แต่งงานชายหญิงทั่วไปจะมาหลอกเพื่อเอาสวัสดิการเช่นนี้บ้าง?

ท้ายที่สุดแล้ว ถึงแม้จะมีการกล่าวอ้างว่า คำวินิจฉัยไม่ได้มีเจตนาปิดกั้นความหลากหลายทางเพศ เพราะมีการเสนอว่าควรออกกฎหมายเฉพาะเพื่อรองรับสิทธิ์ของ LGBTQI+ หรือไปแก้ไขในกฎหมายอื่นแทน แต่ถ้าหากคนเราเท่าเทียมกันจริง ทุกคนก็ควรใช้กฏหมายเดียวกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องออกกฏหมายใหม่เพื่อแยกกลุ่มจำเพาะออกไปอีกมิใช่หรือ?

…หรือว่าท้ายที่สุดแล้วนี่จะเป็นเพียงแค่คำวินิจฉัยของประเทศที่มี “ศีลธรรมอันดี” แต่ “ไม่เท่าเทียม” กัน?