มันคนละมักกะโรนีกัน? : ทำไมผู้ชายตกเป็นเหยื่อแต่เรียกร้องไม่ได้

ก่อนหน้านี้มีกระแสดราม่าเกี่ยวกับว่าที่นิสิตชายกลุ่มหนึ่งที่เข้าไปแคปรูปนิสิตหญิงออกมาวิพากวิจารณ์กันในเชิงคุกคามทางเพศ จนเกิดเป็นแฮชแท็ก #นิติจุฬา ขึ้น

แต่เมื่อผู้หญิงออกมาเรียกร้อง มันก็มักจะมีผู้ชายออกมาคอมเม้นต์ว่า “ผู้ชายก็ตกเป็นเหยื่อเหมือนกัน” อยู่เสมอ ซึ่งหลังจากนั้นอาจจะมีคนเข้ามาตบมุกล้อเลียนเฟมินิสม์อีกทีว่า “มันคนละมักกะโรนีกัน” (คนละกรณีกัน ผู้หญิงคุกคามได้ ผู้ชายคุกคามไม่ได้)

แต่การโพสแบบนี้มันช่วยให้สังคมตระหนักรู้ได้จริงเหรอ?

จริงอยู่ที่ผู้ชายก็สามารถตกเป็นเหยื่อการคุกคามทางเพศทั้งจากผู้หญิงและ LGBTQ+ ได้เหมือนกัน แต่อะไรที่ทำให้ผู้ชายจำใจต้องปิดปากเงียบ หรือพอเรียกร้องออกไปแล้ว เสียงกลับไม่ดังเท่าผู้หญิง?

สิ่งนี้เรียกว่า “ภาวะชายเป็นพิษ” (Toxic Masculinity) หรือก็คือวัฒนธรรมความเป็นชายที่กดทับคนอื่น รวมถึงตัวผู้ชายในสังคมนั้นๆ เองด้วย อย่างเรื่องที่สังคมมองว่าผู้ชายโดนข่มขืนหรือโดนคุกคามไม่ได้ เพราะในเรื่องของการ “ได้เสีย” กัน ผู้ชายถือเป็นคนที่ “ได้” ในขณะที่ผู้หญิงเป็นคนที่ “เสีย” นอกจากนี้ ผู้ชายยังโดนหล่อหลอมมาว่าต้องเป็นคนที่แข็งแกร่ง มีอะไรก็ให้ทนๆ ไป ทำให้ผู้ชายไม่ออกมาเรียกร้อง เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอ

จากที่กล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นได้ว่าปัญหามันอยู่ที่ “สังคม” เรามองคนไม่เท่ากัน ดังนั้นวิธีแก้จึงเป็นการเรียกร้องให้ทุกเพศมีความเท่าเทียม ซึ่งมันเป็นหลักการของ “เฟมินิสม์” ที่ผู้ชายจำนวนนึงกำลังแซะว่าคนละมักกะโรนีกันนั่นแหละ แต่เราอาจต้องให้ความรู้กันใหม่ (ทั้งกับผู้ชาย ผู้หญิง และอื่นๆ) ว่าเฟมินิสม์หรือแนวคิดสตรีนิยมที่แท้จริง ไม่ใช่การให้ผู้หญิงอยู่เหนือผู้ชาย แต่เราทุกคนเท่าเทียมกัน เพื่อที่ผู้หญิงจะได้เลิกอ้างว่า “มันเป็นคนละกรณีกัน” ในเคสที่ผู้ชายโดนคุกคาม (และผู้ชายจะได้เลิกแซะเรื่องมักกะโรนีกันสักที) 

รวมถึงผู้ชายจะได้เปิดประเด็นใหม่ในการเรียกร้องเมื่อตนเองถูกคุกคามได้อย่างสะดวกใจ โดยไม่ใช่ต้องไปคอมเม้นต์ใต้โพสที่ผู้หญิงโดนคุกคาม จนมันกลายเป็นการแข่งความอดทนไปว่า ผู้ชายก็โดน ทำไมผู้หญิงต้องโวยวาย เพราะไม่ว่าเพศไหนก็ไม่มีใครสมควรโดนคุกคามด้วยกันทั้งสิ้น

ท้ายที่สุดแล้ว เราก็แค่ต้องเลือกที่จะสู้ให้ถูกคน ว่าเราจะสู้กับระบบที่กดทับเราอยู่ หรือตีกันเองทั้งที่พวกเราต่างก็เป็นเหยื่อด้วยกันทั้งคู่