ไม่เลี้ยงพ่อแม่ ≠ อกตัญญูภาระที่รัฐผลักให้คนรุ่นใหม่ภายใต้กรอบของบุญคุณ

“คนที่ไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ชีวิตินี้จะไม่เจริญ” คำเตือนนี้เชื่อว่าคนไทยหลายคนถูกฝังหัวมาตั้งแต่เด็ก เราทุกคนหวังให้พ่อแม่มีสุขภาพมีคุณภาพชีวิตที่ดีกันทั้งนั้น ในฐานะที่เราเองก็ถูกเลี้ยงดูมาก่อน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมพ่อแม่หลายๆ คนก็ต้องการ “การทดแทนบุญคุณ” จากลูก ซึ่งทำให้เราไม่สามารถมองข้ามพ่อแม่ไปได้

1 >>มีผลวิจัยออกมาว่าคนหนุ่มสาว 1 คนต้องเลี้ยงดูสูงอายุถึง 6 คน ซึ่งทำให้คนรุ่นใหม่ต้องทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงพวกเขาเหล่านั้น ความน่ากลัวอยู่ตรงที่ พอเขาทำงานหนักเพื่อหาเลี้ยงพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เขาต้องรับภาระหลายเท่าเพื่อเลี้ยงดูทุกคน ภายใต้ระบบเศรษฐกิจย่ำแย่แบบนี้ ทำให้เราไม่ได้เตรียมแผนการเงินสำรองไว้ตอนเราแก่เราก็ต้องฝากความหวังไว้ที่ลูกของเราเหมือนเดิม โดยใช้อิทธิพลของคำว่า “กตัญญู” จึงเกิดเป็นห่วงโซ่ที่ไม่รู้จักจบสิ้น

2 >>ยังไม่รวมภาระหนี้สิน ค่าบ้าน ค่าน้ำค่าไฟที่ตกเดือนหนึ่งมากกว่าครึ่งของเงินเดือนเราอีก บางคนต้องรับผิดชอบบ้านหลายหลัง ภาระทุกอย่างต่างตกมาที่คนทำงาน ไหนจะค่ารักษาพยาบาลที่แพงหูฉีก ถ้าอยากได้ราคาถูกก็ต้องจ่ายด้วยเวลาที่นานกว่า รัฐไม่ได้ซัพพอร์ตค่ารักษาทำให้เงินที่หามาได้เข้ากระเป๋าโรงพยาบาลเกือบทั้งหมด

3 >>ยิ่งไปกว่านั้นเป็นเรื่องบาปมากที่เราจะ “ส่งพ่อกับแม่เราไปบ้านพักคนชรา” ไปให้คนอื่นดูแลแทน เพราะบ้านพักคนชราถูกสื่อหรือสังคมมองว่าเป็นที่ไร้หวังสำหรับคนแก่ที่ไม่มีลูกหลานดูแล ซึ่งจริงๆ แล้วบ้านพักคนชราเป็นที่เหมาะในครอบครัวที่ลูกต้องทำงานไกลบ้าน ซึ่งถ้าเราทิ้งคนแก่ให้อยู่บ้านตามลำพัง เขาจะรู้สึกไร้ค่า หดหู่ ขาดการออกกำลังกาย ทำให้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าระยะยาว และมันจะเลวร้ายกว่าเดิมอีก

ปัญหานี้คือสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องแบกรับไว้ ถ้าจะเรียกว่า ‘ภาระ’ ก็ไม่ได้ เป็นสิ่งที่ต้องทำภายใต้ระบบสังคมแบบนี้ แล้วอะไรคือทางออกสำคัญของเรื่องนี้

4 >>ตอบที่ดีที่สุดคือ “สวัสดิการถ้วนหน้า” เราถูกกรอบและศีลธรรมบังหน้าโดยรัฐใช้ประโยชน์จากตรงนี้ผลักภาระให้เราดูแลคนแก่ โดยอ้างความกตัญญู โดยที่เราสามารถเป็นลูกที่ดีได้โดยที่ไม่ต้องเลี้ยงดูท่านก็ได้ เพราะพ่อแม่มีรัฐดูแลอยู่

เมื่อปี 2516 อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์เคยเขียนบทความอมตะ “จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” ซึ่งบรรยายถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตาย และเรียกร้องให้สังคมไทยยอมรับว่าคือสิทธิ์ที่คนไทยทุกคนควรได้รับ ไม่ว่าเราจะเป็นใคร หมอ นายก ครู นักเรียน ทุกคนล้วนเท่ากันได้รับสวัสดิการเท่ากัน สิ่งนี้คือทางออกที่ทำให้ผู้สูงอายุอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึงคนหนุ่มสาว แต่ทว่าจากวันนั้นถึงวันนี้เวลาผ่านไปถึง 47 ปีสวัสดิการที่คนไทยได้รับก็ยังห่างไกลจากความฝัน

อย่างในประเทศฟินแลนด์ที่เขาใช้ระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า มีงานวิจัยบอกว่าผู้สูงอายุที่นั่นมีความสุขมากที่สุดในโลก เพราะเขาไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นภาระของลูกหลาน และตอนหนุ่มสาวเขาก็ได้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

เกิดคำถามที่ว่าถ้าเป็นรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจริง จะทำให้คนขี้เกียจ?

อาจารย์ท่านได้ให้คำตอบว่า ไม่จริง เพราะไม่มีคนจากประเทศไหนที่ได้รับเงินจากรัฐแล้วจะเป็นเศรษฐี เพราะว่าเงินที่ได้แค่ให้เขาได้อยู่สบายเท่ากับคนอื่น เขาก็ต้องการเงินส่วนหนึ่งทำตามความฝันของตัวเอง

และมักจะมีคำถามเกิดขึ้นมาอีกว่า รัฐสวัดิการต้องเก็บภาษีที่แพง เราจะเอาเงินมาจากไหน?

ต้องทำการเข้าใจว่ารัฐสวัดิการ คือการวางรากฐานที่สำคัญของประเทศมีการศึกษาที่ดี รักษาพยาบาลที่ดี ส่งผลให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้นไปด้วย ไม่หนำซ้ำระบบนี้จะดึงแต่กลุ่มนายทุนที่มีคุณภาพมาลงทุนในประเทศเรา เพราะเขาเห็นว่าประชาชนเรามีคุณภาพที่ดี ทำให้เรามีเงินพอที่จะจ่ายภาษีนี้ และสิ่งที่เราจ่าย มันจะไปตอบแทนเราตอนแก่ชราโดยไม่ต้องไปเป็นภาระใครอีก

ความกตัญญูเป็นสิ่งสวยงาม แต่ไม่ใช่ข้ออ้างในการผลักภาระอันหนักอึ้งให้ใครเพียงคนใดคนหนึ่ง

แล้วเราจะได้เกิดและตายในประเทศแห่งนี้ ด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์จริงๆ

อ้างอิง

https://thematter.co/sci…/the-problem-with-gratitude/10661

https://youtu.be/tGzddrGFUBA

_____________________________________

chatBEE ค้นหาคนรู้ใจใกล้ตัวคุณ

_____________________________________