“หมูแพงก็กินไก่สิ” : หมูแพงไม่ได้กระทบแค่ผู้บริโภค

เพราะโรคระบาดที่เกิดขึ้นกับหมูในช่วงนี้ ทำให้ราคาเนื้อหมูพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทะลุกิโลละ 200 บาทไปแล้ว และยังคงมีแนวโน้มที่ราคาจะสูงขึ้นอีกเรื่อยๆ ทำให้หลายคนเริ่มออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลรีบจัดการอะไรสักอย่างกับเรื่องนี้ ในขณะที่อีกส่วนนึงมองว่า ราคาวัตถุดิบต่างๆ มันมีขึ้นมีลงเป็นปกติอยู่แล้ว อย่าไปโทษรัฐบาล ให้เริ่มต้นแก้ปัญหาที่ตัวเอง ถ้าเนื้อหมูมันแพงนักก็เปลี่ยนไปกินอย่างอื่นแทนสิ

แนวคิดนี้ชวนให้นึกถึงวลีในยุคปฏิวัติฝรั่งเศสว่า “ถ้าไม่มีขนมปังกิน ก็กินเค้กสิ” ซึ่งเป็นประโยคที่หลายคนเชื่อว่าพระนางมารี อ็องตัวแน็ตเป็นคนพูด เพราะความเมินเฉยของคนรวยที่มีต่อความทุกข์ยากของคนจน แต่ในปัจจุบันนี้ก็ได้มีการพิสูจน์ออกมาแล้วว่าพระนางมารี อ็องตัวแน็ตไม่ได้พูด แต่เป็นการใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนเกลียดชนชั้นสูงเฉยๆ แต่ที่ตลกร้ายที่สุดคือประโยคที่คล้ายคลึงกันนี้ออกมาจากปากคนในประเทศเราจริงๆ แบบไม่ใช่ Fake news

ทั้งที่ถ้าหากมองดูแล้วจะเห็นได้ว่า ราคาเนื้อสัตว์ที่แพงขึ้นย่อมกระทบกับคนหมู่มากอยู่แล้ว เพราะมันเป็นอาหารที่กินกันอยู่ทุกวัน ซึ่งจริงอยู่ว่าถ้าหากราคาเนื้อหมูมันแพงนัก ผู้บริโภคก็อาจเลี่ยงไปซื้อเนื้อสัตว์ชนิดอื่นแทนได้ แต่ถ้าเช่นนั้นแล้วคนที่ประกอบการร้านอาหารล่ะ? กำไรที่ได้ย่อมลดลงแน่นอนอยู่แล้ว และถ้าหากผลักภาระไปให้ผู้บริโภคโดยการขึ้นราคาอาหารก็อาจจะทำให้ขายยากขึ้นด้วย ผู้ประกอบการร้านอาหารจึงเรียกได้ว่าโดนทั้งขึ้นทั้งล่อง เช่นนั้นแล้วจะให้พวกเขาเริ่มต้นที่ตัวเองโดยการเปลี่ยนจากร้านข้าวขาหมูเป็นร้านข้าวมันไก่ในพริบตาอย่างนั้นหรือ?

การเริ่มต้นที่ตัวเองเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าจะให้ดีไปกว่านั้นคือควรเริ่มต้นฝึกความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันด้วย เห็นใจพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่ทำงานหาเช้ากินค่ำบ้าง ไม่ใช่เห็นใจแต่รัฐบาลที่ได้เงินเดือนหลายแสนแต่จัดการปัญหาไม่ได้