“แบ๊ว” ไม่ได้แปลว่า “ปลอม” : ทำไมคนถึงเกลียดผู้หญิงแอ๊บแบ๊ว

ถ้าหากผู้หญิงหน้าตาน่ารัก ตัวเล็ก ใส่ชุดเดรสหวานๆ ล้มต่อหน้าผู้ชาย พร้อมส่งเสียงร้องโอ๊ยออกมาแบ๊วๆ สิ่งแรกที่หลายคนคิดโดยเฉพาะผู้หญิงด้วยกันเอง (แต่ไม่ใช่ *ทุกคน* ที่คิดแบบนี้) มักจะเป็น “ปลอมว่ะ” “อินี่แรดเงียบ” “อยากได้ผู้ชายแน่ๆ” แต่ถ้าหากกลับกันคนที่ล้มเป็นผู้หญิงที่ไม่ตรงกับ Beauty standard ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ล้มต่อหน้าผู้ชายบ้าง คนส่วนใหญ่จะไม่รู้สึกต่อต้านขนาดนั้น สิ่งนี้เรียกว่า “Internalized Misogyny” หรือก็คือการกดทับเพศหญิง “โดยผู้หญิงด้วยกันเอง”  สาเหตุหนึ่งเกิดจากแนวคิดปิตาธิปไตยที่มีเพศชายเป็นศูนย์กลาง การมีอยู่ของผู้หญิงจึงเป็นไปเพื่อสนองความพึงพอใจของผู้ชายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เมื่อมีผู้หญิงคนนึงทำตัวโดดเด่นขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวเซ็กซี่ แต่งตัวน่ารัก หรือทำตัวแบ๊วๆ สังคมก็มักจะผูกโยงเข้ากับผู้ชายทันทีว่า “ทำแบบนี้พยายามอ่อยล่ะสิ” ทั้งที่จริงแล้วมันอาจจะเป็นแค่สไตล์หรืออุปนิสัยของผู้หญิงคนนั้นก็ได้ ส่วนอีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากการพยายามปลดแอคแบบผิดๆ ของผู้หญิงที่โดนกดทับด้วยสังคมปิตาธิปไตย เพราะสังคมแบบนี้มักคาดหวังให้ผู้หญิงทำตัวเรียบร้อยน่ารัก ผู้หญิงที่พยายามดิ้นรนออกจากสังคมปิตาธิปไตยจึงมีแนวโน้มที่จะพยายามทำตัวให้แตกต่างว่า “ฉันไม่เหมือนผู้หญิงทั่วไปนะ” (I’m not like other girls) โดยการทำตัวห้าวๆ ลุยๆ ไม่พึ่งพาผู้ชาย แต่งตัวทะมัดทะแมงหรือเฟียร์สไปเลย  ซึ่งการกระทำดังกล่าวมันก็ไม่ผิด แต่หลายครั้งที่ความพยายามนี้มักเผลอไปกดทับผู้หญิงด้วยกันเองโดยไม่รู้ตัว เช่น การตัดสินว่าผู้หญิงที่ทำตัวแบ๊วว่าโง่ อ่อนแอ พึ่งพาแต่ผู้ชาย หรือหนักกว่านั้นคือการทำตัวหยาบคายแล้วบอกว่ามันคือ […]

admin

February 8, 2022

คนตระกูลเดียวกัน แต่ทำไมเราไม่เท่ากัน

วันตรุษจีนผ่านไปแล้ว หลายคนคงได้มีโอกาสกลับไปรวมญาติ ดื่มกินสังสรรค์ เคารพบรรพบุรุษ …รวมถึงได้กลับไปเจอความไม่เท่าเทียมกันในสังคมแบบจีนๆ ด้วย ถึงแม้ว่าในยุคนี้ความไม่เท่าเทียมกันอาจจะเบาบางลงแล้ว แต่ในบางบ้านก็ยังคงมีให้เห็นอยู่ เช่น การสปอยลูกชายให้ได้กินของดีกว่า ได้อั่งเปามากกว่า ถูกตามใจมากกว่า การกดขี่สะใภ้ที่แต่งเข้ามาในบ้านราวกับเป็นคนรับใช้ หรือการดูแลหลานในดีกว่าหลานนอก เป็นต้น ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันนี้ หลายคนอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่า มันเกิดจากความเชื่อที่ว่า “ลูกชายใช้สืบสกุล ส่วนลูกสาวต้องแต่งออกจากบ้านไปเป็นของคนอื่น” คนจีนเลยให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว หลานในดีกว่าหลานนอก และมองสะใภ้แต่งเข้าเป็นแค่คนรับใช้ แต่เมื่อเจาะลึกลงไปจะพบว่าความไม่เท่าเทียมทางเพศนี้มีที่มาที่ไปจากหลายปัจจัยรวมกัน ได้แก่ 1.แนวคิดของขงจื๊อ แนวคิดนี้เชื่อว่าถ้าทุกคนเป็นคนดี บ้านเมืองก็จะสงบสุข ดังนั้นจึงมีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนไว้ชัดเจน เช่น ลูกต้องกตัญญูต่อพ่อแม่ สามีต้องเป็นผู้นำ ภรรยาต้องเชื่อฟังสามี ฯลฯ ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันขึ้น 2.นโยบายลูกคนเดียว ในช่วงประมาณปีค.ศ.1949-1976 คนจีนนิยมมีลูกเยอะๆ เพื่อที่ลูกชายจะได้ออกไปทำงาน เพราะค่าแรงของผู้ชายสูงกว่าผู้หญิง ส่วนลูกสาวก็ให้แต่งออกและเก็บสินสอด อีกทั้งยิ่งมีลูกเยอะเท่าไหร่ วงศ์ตระกูลก็จะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเท่านั้น ซึ่งความเชื่อนี้ทำให้เกิดปัญหาประชากรล้นประเทศ ทางรัฐบาลเลยต้องออกนโยบายลูกคนเดียวขึ้นมา และเมื่อสามารถเลือกมีลูกได้แค่คนเดียว ส่วนใหญ่เลยอยากมีลูกชายมากกว่า เพราะทำกำไรได้มากกว่าในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ เช่น ระบบการศึกษา เศรษฐกิจ และค่านิยมอื่นร่วมด้วย แต่อย่างไรก็ตามถ้าหากตระกูลไหนยังยึดถือความเป็นพวงพ้องและอยากให้คนในตระกูลรักกันมากๆ อยู่ […]

admin

February 1, 2022

จิมิดำเพราะผ่านผู้ชายมาเยอะ?

นับเป็นความเชื่อผิดๆ ที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานว่า “อวัยวะเพศหญิง” หรือ “จิมิ” ที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจะต้องมีสีชมพูสดใสเหมือนกลีบดอกไม้แรกแย้ม แต่ในความเป็นจริงแล้วสีของจิมินั้นจะเข้มหรืออ่อนก็ได้ แล้วมันก็ไม่ได้เกี่ยวพันอะไรกับประสบการณ์ทางเพศด้วย! ต้นตอของความเชื่อผิดๆ นี้เกิดขึ้นจาก “ความไม่รู้” เพราะเราไม่รู้ว่าสีของจิมิเกิดจากอะไร เราจึงอนุมานเอาโดยใช้หลักการเดียวกับอวัยวะอื่นๆ ว่าถ้าอวัยวะใดถูกใช้บ่อยๆ มันก็จะด้านและกลายเป็นสีดำคล้ำเหมือนกับข้อศอกหรือหัวเข่า ดังนั้นจิมิที่ดีและบริสุทธิ์จึงควรเป็นสีชมพูเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนี้ เราก็ได้ค้นพบแล้วว่าสีของจิมิเกิดจาก “ดีเอ็นเอ” ของแต่ละบุคคลเช่นเดียวกับสีผิวหรือสีตา ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีสีใกล้เคียงกับริมฝีปากหรือหัวนม แต่ในบางครั้งก็อาจจะมีสีเข้มไปกว่านั้นได้ จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด แต่น่าเศร้าที่วาทกรรมดังกล่าวถูกนำไปยึดโยงกับแนวคิดชายเป็นใหญ่ว่า ผู้หญิงจะต้องรักนวลสงวนตัวและสะอาดบริสุทธิ์อยู่เสมอ ทำให้หลายคนใช้สิ่งนี้ในการลดทอนคุณค่าของผู้หญิงคนอื่นว่าผ่านผู้ชายมาเยอะ เพียงเพราะเขาเกิดมาพร้อมกับสีอวัยวะเพศที่ไม่ตรงตามบรรทัดฐานของสังคม (ทั้งที่ต่อให้เขาผ่านศึกมาเยอะจริง มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา) อีกทั้งสื่อในอุตสากรรมหนังโป๊ยังตอกย้ำค่านิยมจิมิขาวอมชมพูซ้ำๆ ไม่ต่างอะไรจากสื่อสมัยก่อนที่สนับสนุนให้คนคลั่งขาว โดยมองเหยียดคนผิวดำว่าสกปรก ซึ่งค่านิยมเหล่านี้ทำให้หลายคนขาดความมั่นใจจนต้องหันไปพึ่งครีมจิมิขาว ยาเหน็บอกฟูรูฟิตที่วางขายบนอินเทอร์เน็ต ทั้งที่ยาเหล่านี้ไม่มีอย.ด้วยซ้ำ หรือถ้าจะให้ปลอดภัยขึ้นมาหน่อยก็มีบริการยิงเลเซอร์หรือสักจิมิชมพูโดยผู้เชี่ยวชาญ แต่คำถามคือ “เราจำเป็นต้องทำขนาดนั้นเพื่อให้จิมิเราเป็นที่ยอมรับในสังคมหรือไม่” มันจะดีกว่าไหมถ้าหากเราสามารถยอมรับสีจิมิที่หลากหลายได้เช่นเดียวกับสีผิวที่มีความสวยงามในตัวมันเอง แล้วถ้าหากผู้ชายคนไหนจะชื่นชอบจิมิสีใดเป็นพิเศษ หรือผู้หญิงจะอยากไปสักจิมิเป็นสีอื่นเพื่อเรียกความมั่นใจ ก็ปล่อยให้มันเป็นเรื่องของรสนิยมไป โดยที่เราไม่ต้องไปนั่งตัดสินคนอื่นว่าเขาซิงหรือไม่ซิง มีคุณค่าหรือไม่มีคุณค่า เพียงเพราะสีจิมิของเขาอาจไม่ถูกใจเราเท่านั้นเอง

admin

September 30, 2021

“ผมไม่เล็กนะครับ” ขนาดส่งผลต่อความฟินจริงหรือ?

ในข้อมูลสถิติโลกได้บอกไว้ว่า “ไซส์มาตรฐานของผู้ชายจะอยู่ที่ 5.5 นิ้ว” และมีเพียง 5% ของผู้ชายในโลกเท่านั้น ที่จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กเกินไปจนผิดปกติ ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประชากรเพศชายบนโลก ทว่าปัญหาน้องชายเล็กกับเป็นปัญหาโลกแตกของผู้ชายหลายๆ คน เนื่องจากพวกเขาเหล่านั้นคิดว่า ผู้หญิงมักชอบผู้ชายที่มีอวัยวะเพศใหญ่ เพราะมันทำให้ฟินกว่า?  ปัญหาโลกแตกนี้ทำให้ UCLA’s Sexual Psychophysiology และ Affective Neuroscience (SPAN) Laboratory ได้ร่วมกันศึกษาทดลองกับผู้หญิง ด้วยการให้พวกเธอ “จับอวัยวะเพศจำลองของผู้ชาย”  ทั้งขนาดความยาวและความกว้างที่ต่างกัน พร้อมให้โจทย์กับพวกเธอว่า ให้เลือกขนาดที่ชอบ 2 ขนาด โดยอันแรกคือขนาดของผู้ชายที่อยากจะนอนด้วยชั่วข้ามคืน (one-night stand) และอันที่สองคือขนาดของผู้ชายที่จะคบไปตลอดชีวิต ผลปรากฏว่า! ผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกน้องชาย “ขนาดเล็ก” ถ้าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันยาวๆ และจะเลือกน้องชาย “ขนาดใหญ่” ก็ต่อเมื่อเป็น one-night stand สรุปได้ว่า ผู้หญิงต้องการความใหญ่เพียงแค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น และต้องการขนาดที่พอเหมาะ เมื่อต้องคบกับคนที่แต่งงานหรือใช้ชีวิตอยู่ด้วยนานๆ  นอกจากนี้ยังพบว่า ผู้หญิงกว่า 70% ให้ความสำคัญเรื่องความสะอาดและลีลา มากกว่าขนาดน้องชายเสียอีก อีกทั้งผู้ทำการวิจัยยังบอกอีกว่า มีปัจจัยมากมายที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจในเซ็กซ์ของผู้หญิงทั้งทางด้านจิตใจและร่างกายไม่ใช่แค่เรื่องขนาดของน้องชายเพียงอย่างเดียว เอาเป็นว่าผู้ชายไม่ต้องไปกังวลเรื่องไซส์มากจนเกินไป […]

admin

July 27, 2021

“เศรษฐกิจพัง เจอกัน OnlyFans” การหารายได้บนสิทธิร่างกายของตัวเอง

“เมื่อเศรษฐกิจขับขัน ตัวฉันจึงต้องเปิด OnlyFans”  ทวิตนี้ถูกแชร์นับหมื่นครั้งในโลกทวิตเตอร์ กับช่องทางการหาเงินแบบใหม่ในยุคนี้ บางคนตกงาน โดนลดเงินเดือน แต่รายจ่ายไม่เคยลดลงตามรายรับ OnlyFans จึงกลายเป็นทางออกสำคัญของหลายๆ คน ที่อยากสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์แบบ 18+ จากที่บ้านของตัวเอง  ถึงแม้ว่าจะมีกระแสต่อต้านทางสังคม กับเหล่าครีเอเตอร์นี้ แต่พวกเขามองว่ามันเป็นสิทธิส่วนบุคคล ถ้าพึงพอใจที่จะโชว์ ก็เป็นสิทธิของเขา พวกเขาไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ไม่ได้ไปแก้ผ้าให้ใครดูในที่สาธารณะ เขาแค่โชว์ในแพลตฟอร์ม OnlyFans ที่คนเลือกเข้ามาดูเอง ใครที่ไม่ชอบก็แค่ไม่ต้องมาดู นี่คือความเห็นของพวกเขา โดย OnlyFans เพิ่งก่อตั้งในปี 2016 แต่กลายเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่ารวมกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท! ซึ่งเหล่าครีเอเตอร์สามารถสร้างสรรค์ผลงานได้หลากหลายและเปิดกว้าง เพื่อ service แฟนๆ โดยผู้ติดตามจะต้องเสียค่าสมัครสมาชิกราคา 4.99-49.99 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือประมาณ 150-1,500 บาทต่อเดือน และครีเอเตอร์จะได้รายได้ 80% อีก 20% จะหักเป็นค่าธรรมเนียมของบริษัท อย่างครีเอเตอร์คนหนึ่งในไทย ก็ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขว่าเขามียอดผู้ติดตามประมาณ 2,000 คน […]

admin

July 19, 2021

ผู้หญิงขี้โมโห จริงเหรอ?

เมื่อเราพูดถึงเพศที่หงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ บางคนก็อาจจะนึกถึงผู้หญิง เพราะเชื่อกันว่าผู้หญิงมีอารมณ์ที่อ่อนไหวกว่าผู้ชาย หรือมีฮอร์โมนที่แปรปรวนกว่า ทำให้ผู้หญิงกลายเป็นเพศแห่งความเหวี่ยงวีน แต่ในทางกลับกัน ก็มีคนมองว่าผู้ชายต่างหากที่ขี้โมโห เพราะผู้ชายมีโอกาสที่จะใช้ความรุนแรงมากกว่า บางครั้งแค่มองหน้ากันนิดเดียวก็สามารถลุกขึ้นมาต่อยกันได้แล้ว ถ้าเช่นนั้นแล้วเพศไหนกันแน่ที่ขี้โมโหกว่า? จากผลสำรวจออนไลน์ของ NBC News เมื่อปีค.ศ.2016 พบว่า ทั้งชายและหญิงต่างมีโอกาสโกรธได้พอๆ กัน แต่ผู้หญิงมีแนวโน้มจะเก็บความรู้สึกของตัวเองมากกว่า ในขณะที่ผู้ชายมักจะแสดงความโกรธอย่างตรงไปตรงมา  ดร.คริสติน สมิธ (Christine Smith) นักจิตวิทยาทางด้านสังคม จากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน–กรีนเบย์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้อธิบายปรากฏการณ์นี้ไว้ว่า ความโกรธของผู้หญิงมักเกิดจากการกดทับของสังคม ที่คาดหวังให้ผู้หญิงวางตัวดีและยิ้มแย้มอยู่เสมอ ซึ่งถ้าหากพวกเธอทำไม่ได้ เธอก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่มีค่าหรือไม่ฉลาด ทำให้หลายคนต้องกดทับความรู้สึกของตนเองไว้ ในขณะที่บางคนก็ทนไม่ไหวจนระเบิดออกมา กลายเป็นการย้ำภาพจำว่าผู้หญิงขี้โมโหเข้าไปอีกและทำให้พวกเธอรู้สึกแย่กับตัวเอง  ในทางกลับกัน ผู้ชายมักจะโมโหด้วยปัจจัยภายนอกที่เข้ามากระทบ เช่น มีคนขับรถปาดหน้า หรือโดนคนพูดจาดูถูก ทำให้ผู้ชายเลือกที่จะตอบสนองเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้าทันที และมีแนวโน้มที่จะเกิดความรุนแรงมากกว่า แต่จะไม่เก็บไปคิดหรือรู้สึกแย่กับตัวเองมากเท่าผู้หญิง ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่ได้มีเพศไหนที่ดีหรือแย่ไปกว่ากัน พวกเราทุกคนสามารถรู้สึกถึงความโกรธได้มากพอๆ กัน เพียงแต่เราต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับความโกรธของตัวเองและแก้ปัญหาอย่างถูกต้องให้ได้เท่านั้น

admin

June 21, 2021

ค่านิยมที่สังคมสปอยล์ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง

ผู้ชาย = เสือ,ล่าแต้ม ผุ้หญิง = แรด,ร่าน ค่านิยมที่สังคมสปอยล์ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง “ทุกคนอย่าคิดว่าผู้ชายล่าแต้มเป็นอย่างเดียวสิ” “แนนโน๊ะก็ล่าเป็นเหมือนกันนะ” “ทีนี้ใครกันแน่ที่ล่าแต้ม” บทพูดของตัวละครแนนโน๊ะในเรื่องเด็กใหม่ซีซัน 2 ที่ทำให้เห็นเลยว่าสังคมเรายังมองเรื่องเพศแบบไม่เท่าเทียม ผู้ชายที่ชอบมี Sex แบบ ‘One Night Stand’ จะถูกมองว่าเป็นเสือ,นักล่าแต้ม กลับกันผู้หญิงถ้าเป็นแบบนั้นบ้างก็จะถูกมองว่า ร่าน,สัมส่อน หลังซีรี่ย์ออนแอร์ก็มีการตั้งคำถามในสื่อโซเชียลมีเดียอย่างหลากหลาย และตั้งคำถามว่า “ทำไมสังคมถึงมองเรื่อง Sex ให้ผู้หญิงเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพียงอย่างเดียว” ทำให้เห็นเลยว่าสังคมเราค่อนข้างให้อภิสิทธิ์กับฝ่ายชายมากกว่า เวลาผู้ชายไปมีสัมพันธ์กับใคร มากเท่าไรกลับกลายเป็นดูเท่ ดูแมนขึ้นทั้นตามันเห็นได้ว่าสังคมเรา “สปอยล์ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง” ที่จริงแล้วไม่คิดบ้างหรอว่ามันเป็นสิ่งที่แฟร์ๆ กันทั้งคู่ ทั้งชายและหญิงเพราะเป็นสิ่งที่ตกลงกันทั้งสองฝ่ายแต่ทำไมฝ่ายหญิงต้องถูกมองไม่ดีด้วย ซึ่งก็จะมีข้อถกเถียงขึ้นมาว่าที่ผู้หญิงเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะสามารถ ท้อง ได้ แต่ก็ต้องตีคำถามกลับไปว่าแล้วการท้อง มันเกิดจากคนสองคนไม่ใช่หรือ ? ทำไมสังคมถึงลงโทษแค่ผู้หญิงฝ่ายเดียว เห็นได้ชัดง่ายๆ คือกฏหมายทำแท้ง ที่ชี้ให้เห็นเลยว่าทั้งสังคมและรัฐเองก็ต่างลงโทษผู้หญิงฝ่ายเดียวอยู่  โดยในซีรี่ย์เรื่องนี้ก็ได้ตอบกลับอย่างเจ็บแสบคือ การที่ให้ผู้ชายที่เป็นเสือเปลี่ยนมาท้องได้บ้าง และต้องมาเจอความลำบากที่ผู้หญิงจะต้องเจอ ก็เห็นได้ชัดว่าซีรี่ย์เรื่องนี้กำลังจะสะท้อนความเป็นจริงของสังคมเรา ที่กดทับเพศหญิงอยู่ สุดท้ายแล้วใครจะเลือกทำแบบไหน มันก็คือสิทธ์ของคนนั้น สังคมไม่ควรไปตัดสินว่าเพศไหนเป็นฝ่ายได้เปรียบเสียเปรียบ เพราะเอาจริงมันก็แฟร์ๆ ทั้งคู่ […]

admin

May 20, 2021

เซ็กซี่ผ่านสื่อ : สนองนีทผู้ชาย แต่ด้อยค่าผู้หญิง?

มันเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ภาพยนต์จะพาผู้ชมไปติดตามดูเรื่องราวต่างๆ ผ่านมุมมองของตัวละครเอก ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่กลุ่มเป้าหมายหลักของหนังเรื่องนั้นเป็นผู้ชาย ตัวละครสาวๆ ในเรื่องก็มีโอกาสที่จะแต่งตัวยั่วยวนหรือโพสท่าที่ดูเซ็กซี่เป็นพิเศษ เพื่อตอบสนองความชอบของคนดูเหล่านั้น สิ่งนี้เรียกว่า Male Gaze หรือก็คือการถ่ายภาพในสื่อผ่านมุมมองของผู้ชาย โดยแรกเริ่มนั้น Male Gaze มีที่มาจากวงการภาพยนต์เป็นหลัก แต่ต่อมามีการแพร่ขยายออกไปในเอ็มวี ซีรี่ส์ โฆษณา การ์ตูน หรือสื่ออื่นๆ  ซึ่งมันจะเป็นแค่ฉากเซอร์วิสธรรมดาที่ไม่มีปัญหาอะไรเลย ถ้าหากการทำซ้ำของ Male Gaze ไม่ได้ไปด้อยค่าผู้หญิงให้กลายเป็นวัตถุทางเพศอีกทีนึง เพราะไม่ว่าคุณจะรู้ตัวหรือไม่ แต่สื่อต่างๆ ย่อมมีผลต่อภาพจำของมนุษย์เราไม่มากก็น้อย โดยผู้หญิงที่ถูกมองผ่าน Male Gaze ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงแบบ Passive หรือก็คือตัวละครหญิงที่บทไม่เด่น มีไว้ยืนสวยๆ เอ็กซ์ๆ กับร้องเรียกหาพระเอกเฉยๆ เพื่อเสริมภาพลักษณ์ความแข็งแกร่งให้กับพระเอก และเมื่อภาพลักษณ์นี้ถูกทำซ้ำบ่อยๆ เข้า ผู้ชมส่วนนึงก็จะจดจำว่า “ผู้หญิงต้องเป็นแบบนี้” ทำให้ผู้ชายบางคนอาจจะไปด้อยค่าผู้หญิงในชีวิตจริง ว่าต้องสวยเซ็กซี่ตลอดเวลาและคอยเดินตามหลังผู้ชายเท่านั้น ซึ่งผู้หญิงที่ทำตามกรอบนั้นไม่ได้ก็จะรู้สึกแย่กับตัวเองและรู้สึกว่าตนเองไร้ค่า แต่ถึงกระนั้น “ความเซ็กซี่ก็ไม่ใช่สิ่งไม่ดีเสมอไป” เพราะในหนังบางเรื่องก็มีตัวละครหญิงแบบ Active หรือก็คือตัวละครหญิงที่ลุกขึ้นต่อสู้หรือใช้ความเซ็กซี่ของตนเองเป็นอำนาจในการต่อรอง ดังนั้นมันจึงขึ้นอยู่กับการนำเสนอว่าสื่อจะใช้ Male Gaze (หรือ Female Gaze) […]

admin

May 17, 2021

“ไหล่กว้างก็แต่งหญิงได้”สิทธิที่ใครๆ ก็แต่งได้ไม่ว่าเพศไหนก็ตาม

“สมัยนี้ เพศทางเลือก อาจดูรับได้” “แต่การที่ผู้ชายมา แต่งหญิง มันก็ไม่ได้อยู่ดี” “ถ้าคนไม่มองน้อง พี่ให้มาถีบเลย” คำพูดเหล่านี้ เพิ่งเป็นกระแสแล้วสดๆร้อนๆ จากรายการ #Ummก็สวยอยู่ ซึ่งทางรายการก็ได้ออกมาชี้แจงว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น “เป็นเพียงการแสดงเท่านั้น” และต้องการ “ทดสอบสังคม” ให้เห็นถึงการลงโทษในสื่อออนไลน์  แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า มีคนจำนวนหนึ่งที่ไม่รู้ว่ารายการนี้เป็น “เรื่องสมมุติ” เพราะทางรายการไม่ได้ถามความยินยอมต่อผู้รับสาร ซึ่งมันส่งผลกระทบต่อความรู้สึก และความมั่นใจโดยตรงต่อผู้รับสารบางคน ซึ่งประเด็นที่ “ผู้ชายต้องการจะแต่งกายเป็นผู้หญิง” และยังมี LGBTQ+ บางคนที่มีรูปร่างไม่ตรงตามพิมพ์นิยมของผู้หญิง ก็ถูกกดทับด้วยความเชื่อที่ว่า “การแต่งหญิงมันต้องเหมือนผู้หญิง” มายาคติที่ ‘ผู้ชายต้องใส่กางเกง ผู้หญิงต้องใส่กระโปรง’ แท้จริงแล้วใครเป็นคนกำหนดเพศของเสื้อผ้า หรือที่จริงแล้ว เสื้อผ้ามันไม่มีเพศ? ในอดีตทั้งผู้ชายและผู้หญิงก็ใส่กระโปรงมาก่อน เนื่องจากตัดเย็บได้ง่าย และสะดวกสบายกว่า โดยไม่มีการแบ่งแยก ในปัจจุบันเราจึงมีการพลักดันแนวคิดการแต่งตัวแบบ Unisex ที่ผู้ชายก็สามารถใส่กระโปรงได้ หรือไม่ว่าจะไหล่กว้าง รูปร่างไม่สวยเหมือนผู้หญิงก็สามารถใส่อะไรก็ได้ที่เราพอใจ แต่ก็ยังมีความคิดเห็นที่ไม่เข้าใจ และต่อต้านในแฟชั่นแนวนี้อยู่  ทำไมการแต่งตัวต้องอิงจาก beauty standard ของเพศนั้นๆ ที่จริงแล้วไม่ว่าเพศไหนก็สามารถแต่งกายอะไรก็ได้ตามความมั่นใจของตัวเอง ต่อให้ไหล่จะใหญ่ อกจะกว้าง ก็สามารถแต่งหญิงได้ […]

admin

April 21, 2021

“โนบรา” สิทธิเสรีภาพของผู้หญิง

เมื่อนานมาแล้ว เราเคยเชื่อกันว่า “การใส่ยกทรงจะช่วยป้องกันไม่ให้หน้าอกหย่อนยาน” ทำให้ผู้หญิงหันมาใส่ยกทรงกันหมด ทั้งที่มันทั้งอึดอัด ทั้งปวดไหล่ แต่ในปัจจุบันนี้ก็มีงานวิจัยหลายชิ้นที่ออกมาชี้ว่าการใส่ยกทรง (บรา) นั้นไม่ช่วยอะไร แถมดีไม่ดียิ่งทำให้หน้าอกหย่อนกว่าเดิม ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมเรายังต้องใส่บรากันอยู่อีก? เราเชื่อว่าลึกๆ แล้วทุกคนต่างรู้อยู่แก่ใจดีว่าการใส่บรามันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับนมของผู้หญิงเลย แต่เกี่ยวกับ “ความไม่ยับยั้งชั่งใจ” ของผู้ชายบางคนต่างหาก  เพราะการโนบรามันไปกระตุ้นอารมณ์ของผู้ชาย ทำให้ผู้ชายอดไม่ได้ที่จะมอง แตะต้อง หรือแม้กระทั่งข่มขืนกระทำชำเราพวกเธอ ผู้หญิงจึงต้อง “ปกป้องตัวเอง” โดยการเก็บนมของพวกเธอให้มิดชิด แต่นั่นมันไม่ต่างอะไรจาก “การโทษเหยื่อข่มขืนว่าแต่งตัวโป๊” เลย เพราะท้ายที่สุดแล้ว เราก็แค่ผลักภาระไปให้เหยื่อ และละเมิดเสรีภาพบนร่างกายของพวกเธอโดยการบอกว่าพวกเธอต้องใส่อะไร เพื่อให้ไม่โดนข่มขืนหรือลวนลาม ทั้งที่จริงแล้วพวกเธอมีสิทธิ์จะใส่หรือไม่ใส่อะไรก็ได้ และควรจะสามารถโนบราออกจากบ้านได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด ซึ่งเราก็เข้าใจดีถ้าหากคุณผู้ชายหลายคนอาจจะรู้สึกหวงแฟน ไม่อยากให้แฟนโนบรา เพราะกลัวผู้ชายคนอื่นจะมาลวนลาม แต่คุณต้องเข้าใจอย่างนึงว่า ถ้าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น คนที่คุณควรจะมีปัญหาด้วยไม่ใช่แฟนของคุณ แต่เป็นคนที่มาลวนลามเธอต่างหาก ท้ายที่สุดแล้ว เราควรจะป้องกันให้ถูกจุด โดยการปกป้องเหยื่อ ไม่ใช่ “ปกปิดเสรีภาพ” โดยอ้างว่านั่นคือ “การปกป้อง”

admin

March 31, 2021
1 2